นายสิทธิกร ดิเรกสุนทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เปิดเผยว่า บสย. เดินหน้าจัดกิจกรรมเชิงรุก ลงพื้นที่สร้างการรับรู้ ศูนย์ที่ปรึกษาทางการเงิน SMEs (บสย. F.A. Center) ซึ่งปีนี้กำหนดจัด 11 ครั้ง ล่าสุดเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม บสย.ร่วมกับตลาดบองมาร์เช่ เปิดแคมเปญ “หมอหนี้ บสย. พบ SMEs” สร้างเครือข่ายกับผู้ประกอบการร้านค้าย่อยกว่า 400 ร้านค้า เติมความรู้ทางการเงินร้านค้าเครือข่ายที่กำลังฟื้นไข้ หลังจากสถานการณ์โควิด-19 เริ่มคลี่คลายและประเทศไทยกำลังเข้าสู่ระยะการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ทั้งนี้ ในกิจกรรม คณะผู้บริหารระดับสูง บสย. และทีมผู้เชี่ยวชาญทางการเงินของ บสย. F.A. Center ร่วมลงพื้นที่ พร้อมเป็นพี่เลี้ยงทางการเงิน
ทั้งนี้ ศูนย์ที่ปรึกษาทางการเงิน SMEs หรือ บสย. F.A. Center เกิดจากแนวนโยบายที่กระทรวงการคลัง ต้องการให้ บสย. ขยายบทบาทให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เป็นที่ปรึกษาทางการเงินให้กับผู้ประกอบการ โดยมอบหมายให้ บสย. เป็นด่านหน้าในการช่วยเหลือเอสเอ็มอี
“โดยนำโมเดลศูนย์ให้บริการแบบญี่ปุ่น โดยให้ผู้เชี่ยวชาญที่เกษียณอายุมาให้คำปรึกษากับเอสเอ็มอี ซึ่งยังไม่เคยมีหน่วยงานใดทำมาก่อน โดยได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานพันธมิตร อาทิ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย และสมาคมต่างๆ ร่วมกันแก้ไขปัญหา โดยร่วมกับ ธนาคารแห่งประเทศไทย จัดตั้งโครงการหมอหนี้เพื่อประชาชน เพื่อให้คำแนะนำ ความรู้ และข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการแก้ไขปัญหาหนี้ครบวงจร ผ่านศูนย์ที่ปรึกษาทางการเงิน บสย. F.A. Center”
นายสิทธิกรกล่าวต่อว่า สำหรับผลดำเนินงาน บสย. F.A. Center ปี 2564 มีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและผู้สนใจเข้าลงทะเบียนรวม 7,955 ราย ประกอบด้วย ผู้เข้ารับเพื่อขอรับคำปรึกษาธุรกิจ การเงิน การจัดทำบัญชี การปรับโครงสร้างกิจการ การแก้หนี้ จากทีมผู้เชี่ยวชาญทางการเงิน จำนวน 1,775 ราย ผู้ลงทะเบียนเข้ารับการอบรมหลักสูตรธุรกิจต่างๆ จำนวน 4,832 ราย โดยผู้เข้ารับคำปรึกษาและร่วมอบรมหลักสูตรต่างๆ มีความต้องการสินเชื่อรวมกว่า 10,792 ล้านบาท ซึ่งผู้ประกอบการสามารถขอรับคำปรึกษากับศูนย์ที่ปรึกษาทางการเงิน SMEs (บสย. F.A. Center) โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และลงทะเบียน https://bit.ly/3fIXpHZ โดยปี 2565 คาดมีจำนวนและช่วยรายย่อยเข้าถึงสินเชื่อเพิ่มอีก 3 เท่า หรือกว่า 2 หมื่นล้านบาท
นายสิทธิกร ชกล่าวอีกว่า ในเดือนมิถุนายนและกรกฎาคมนี้ บสย.จะมีการเปิดตัวโครงสร้างการทำงานและรีแบรนด์ใหม่ครั้งแรกในรอบ 30 ปี ที่เน้นใช้ดิจิทัลในการทำงานภายในและเชื่อมโยงกับพันธมิตร รวมถึงขยายช่องทางและสินค้าใหม่ๆ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งช่วยเหลือขับเคลื่อนธุรกิจ สร้างอาชีพ ฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานราก ลดหนี้เสียในระบบเศรษฐกิจ ผ่านเครือข่ายของ บสย. และพันธมิตรทั้งสถาบันการเงินและไม่ใช่สถาบันการเงิน (นอนแบงก์) บนความคาดหวังให้เศรษฐกิจไทยปีนี้ขยายตัวเกิน 3% โดย บสย.ได้ยื่นของบประมาณจากกระทรวงการคลังในโครงการค้ำประกันสินเชื่อ บสย. เอสเอ็มอี สร้างชาติ (PGS10) วงเงิน 1.5 แสนล้านบาท และสินเชื่อไมโคร 5 วงเงิน 3 หมื่นล้านบาท


