แจกอีก 1.5ล้านสิทธิ โครงการเราเที่ยวด้วยกันเฟส4 -รัฐทุ่มอีก 560ล้านบ. บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เปิดลงทะเบียนใหม่
เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ให้สัมภาษณ์ถึงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม ว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบเพิ่มจำนวนสิทธิโครงการเราเที่ยวด้วยกันเฟส 4 อีกจำนวน 1.5 ล้านสิทธิ ดำเนินโครงการถึงวันที่ 30 กันยายนนี้ ส่วนจะเริ่มเปิดให้ลงทะเบียนในช่วงใดนั้น เบื้องต้นประเมินว่าเป็นเดือนมิถุนายนนี้ แต่จะเป็นวันที่เท่าใด ต้องดูความพร้อมของระบบอีกครั้ง เนื่องจากการเปิดให้ลงทะเบียนรับสิทธิร่วมโครงการไม่ได้ขึ้นอยู่กับกระทรวง หรือการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เท่านั้น แต่ขึ้นอยู่กับธนาคารกรุงไทย ที่เป็นผู้จัดทำระบบด้วย เนื่องจากการใช้กฎหมาย พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562
(พีดีพีเอ) ที่จะเริ่มในเดือนมิถุนายนนี้ ทำให้ต้องปรับปรุงข้อมูลและระบบของแอพพลิเคชั่นเป๋าตัง อาจส่งผลต่อการเริ่มดำเนินโครงการ สำหรับเงื่อนไขและการดำเนินโครงการเราเที่ยวด้วยกัน ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม อาทิ การจองล่วงหน้า 7 วันก่อนเข้าพักในโรงแรมที่จองไว้
1.5ล้านสิทธิ-ส่วนลดเหมือนเดิม
นายพิพัฒน์กล่าวว่า สิทธิของโครงการเราเที่ยวด้วยกัน เฟส 4 จำนวน 1.5 ล้านสิทธิ ได้แก่ 1. ส่วนลดค่าที่พัก 40% สูงสุดไม่เกิน 3,000 บาทต่อห้องหรือต่อคืน (สูงสุด 10 ห้องหรือคืน) 2.รับคูปองมูลค่า 600 บาทต่อวัน (ทุกวัน) ใช้เป็นส่วนลดค่าอาหารและค่าเข้าสถานที่ท่องเที่ยวที่ร่วมโครงการ โดยชำระเพียง 60% อีก 40% ตัดจากคูปอง เมื่อเช็กอินเข้าพักจึงจะได้รับคูปองเป็นรายวัน (หลัง 17.00 น.) และ 3.คืนเงินค่าตั๋วเครื่องบิน 40% แต่ไม่เกิน 3,000 บาทหรือผู้โดยสาร (เฉพาะจังหวัดท่องเที่ยวที่กำหนด) จำกัดห้องพักละ 2 ที่นั่ง ตามจำนวนห้องที่เข้าพักจริง แต่รวมไม่เกิน 20 ที่นั่ง ลงทะเบียน Redeem ได้ที่ www.เราเที่ยวด้วยกัน.com หลังท่องเที่ยวและเช็กเอาต์โรงแรมแล้ว เฉพาะท่องเที่ยวในจังหวัดที่กำหนด ภูเก็ต พังงา กระบี่ สุราษฎร์ธานี สงขลา เชียงใหม่ และเชียงราย
นายพิพัฒน์กล่าวว่า ขณะที่เงื่อนไขการลงทะเบียนสำหรับประชาชน คือ 1.มีบัตรประจำตัวประชาชนและเป็นบุคคลสัญชาติไทย 2.อายุตั้งแต่ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันที่ลงทะเบียน โดยประชาชนจะได้รับสิทธิเมื่อลงทะเบียนสำเร็จ และใช้จ่ายในโรงแรม ร้านอาหาร หรือสถานที่ท่องเที่ยว ได้ทุกจังหวัดทั่วประเทศ ยกเว้นจังหวัดตามทะเบียนบ้านของผู้ใช้สิทธิ ส่วนประชาชนที่เคยลงทะเบียนโครงการเราเที่ยวด้วยกัน เฟส 1,2 และ 3 แล้ว ไม่ต้องลงทะเบียนรับสิทธิใหม่ สามารถใช้สิทธิที่คงเหลือต่อได้
เปิดลงทะเบียนบัตรคนจนส.ค.
นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงความคืบหน้าการลงทะเบียนรับบัตรสวัสดิการรัฐเพิ่มเติม (บัตรคนจน) รอบใหม่ ว่า กระทรวงการคลังเตรียมเปิดให้ประชาชนที่มีรายได้น้อยเข้าลงทะเบียนรับบัตรสวัสดิการรัฐเพิ่มเติมรอบใหม่เดือนสิงหาคมนี้ ขณะนี้อยู่ระหว่างให้แบงก์รัฐ อาทิ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน และ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เสนอเงื่อนไขการจัดทำระบบเพื่อลงทะเบียนดังกล่าว เป็นผู้จัดทำระบบการลงทะเบียนบัตรคนจนและการใช้บัตรคนจน เพราะรอบนี้กำหนดให้ใช้บัตรประชาชนแทนบัตรคนจนใบเดิม
“ซึ่งบัตรคนจนใบเดิมกดเงินสดได้ เมื่อใช้บัตรประชาชนแล้วจะกดเงินสดได้ในช่องทางใดได้บ้าง เบื้องต้น น่าจะใช้ลักษณะการผูกพร้อมเพย์กับแบงก์” นายสันติกล่าว และว่า การเปิดให้ลงทะเบียนรอบใหม่นี้ คาดว่าจะมีจำนวนคนจนเพิ่มขึ้น จากเดิมประมาณ 13 ล้านคน เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อรายได้ของผู้มีรายได้น้อย
ทุ่มงบประมาณ560ล้านบาท
แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง กล่าวว่า สาเหตุที่กระทรวงการคลังต้องเปิดให้มีการลงทะเบียนรอบใหม่ เนื่องจากข้อมูลผู้ถือบัตรคนจนปัจจุบันใช้ฐานปี 2559-2561 ที่ผ่านมามีกลุ่มตกหล่นเข้าไม่ถึงโครงการรัฐ ประกอบกับสถานการณ์โควิด-19 ส่งผลกระทบต่อกิจกรรมเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ในวงกว้าง ทำให้ข้อมูลผู้ถือบัตรคนจนไม่สะท้อนข้อมูลผู้มีรายได้น้อยในปัจจุบัน สำหรับคุณสมบัติผู้ลงทะเบียนนั้น ได้มีการปรับปรุงจากเงื่อนไขเดิมที่พิจารณารายได้เป็นรายบุคคลเป็นรายครอบครัว โดยกำหนดรายได้ต่อหัวไม่เกิน 1 แสนบาท กำหนดเงื่อนไขใหม่ผู้ลงทะเบียนต้องไม่มีการถือครองบัตรเครดิต ไม่มีหนี้สินบ้านราคาไม่เกิน 1.5 ล้านบาท และไม่มีหนี้สินยานพาหนะรวมไม่เกิน 1 ล้านบาทด้วย ส่วนทรัพย์สินอื่นๆ อาทิ อสังหาริมทรัพย์ และ เงินฝาก จะใช้เงื่อนไขที่ใกล้เคียงกับเงื่อนไขเดิม แต่จะพิจารณารวมทรัพย์สินของบุคคลในครอบครัวด้วย
“กระทรวงการคลังได้ประมาณการค่าใช้จ่ายสำหรับการลงทะเบียนรอบนี้กว่า 560 ล้านบาท ประกอบด้วย ค่าจ้างเหมาบริการระบบลงทะเบียนและการยืนยันตัวตนกรณีการใช้บัตรประชาชนแทนบัตรสวัสดิการจำนวน 164 ล้านบาท และ ค่าใช้จ่ายสำหรับการรับลงทะเบียนของหน่วยรับลงทะเบียน ได้แก่ ธ.ก.ส. ธนาคารออมสิน ธนาคารกรุงไทย กรมบัญชีกลาง (คลังจังหวัด) กระทรวงมหาดไทย (ที่ว่าการอำเภอ) สำนักงานเขตกรุงเทพมหานคร และสำนักงานเมืองพัทยา รวมค่าใช้จ่ายประมาณ 400 ล้านบาท” แหล่งข่าวกล่าว
จับตาราคาหมูหลังรัฐผ่อนผับ-บาร์
นสพ.สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวถึงภาวะตลาดสุกรมีชีวิตหน้าฟาร์ม ว่า ภาพรวมปริมาณผลผลิตสุกรทั้งประเทศยังเพียงพอกับความต้องการบริโภค ห้างค้าปลีกตั้งราคาชิ้นส่วนเนื้อแดง สะโพก หัวไหล่ จูงใจที่ 169-189 บาทต่อกิโลกรัม (กก.) ชิ้นส่วนชนิดอื่นเป็นไปตามโครงสร้างราคา และตามความต้องการของตลาด ทั้งนี้ ต้องจับตาการปรับขึ้นลงของราคาหลังวันที่ 1 มิถุนายน เนื่องจากการผ่อนคลายสถานบันเทิงเป็นปัจจัยที่ทำให้ความต้องการบริโภคสุกรมีมากขึ้น
“ผู้เลี้ยงทุกภูมิภาคยังคงให้ความร่วมมือกับรัฐบาลตั้งราคาสุกรขุน 100 บาทต่อ กก. แม้ราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ อาทิ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หน้าโรงงานอาหารสัตว์ทะยานขึ้นไป 13.10-13.40 บาทต่อ กก. ข้าวสาลีต่างประเทศ 15 บาทต่อ กก. ขณะที่ราคาลูกสุกรขุนเล็ก 16 กก. ราคา 3,600 บาท บวก-ลบ 100 บาท” นสพ.สรวิศกล่าว
คลายล็อกผับ-บาร์ฟื้นจ้างงาน
นายธนากร คุปตจิตต์ ที่ปรึกษาสมาคมธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไทย กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลประกาศคลายล็อกให้เปิดสถานบันเทิง ผับ-บาร์ ในพื้นที่สีฟ้าและพื้นที่สีเขียวเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายนนี้ ว่า การประกาศคลายล็อกดังกล่าวถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี และช่วยให้ภาพรวมของสถานบันเทิงกลางคืน ผับ บาร์ คาราโอเกะ รวมถึงกิจกรรมภายในสถานบันเทิง ค่อยๆ เริ่มฟื้นตัวดีขึ้น และถือเป็นการนำร่องให้ผู้ประกอบการธุรกิจเหล่านี้กลับมาฟื้นฟูกิจการใหม่อีกครั้งหลังจากถูกปิดไป รวมถึงคาดว่าการจ้างงานในธุรกิจกลางคืนจะเริ่มกลับมาเพิ่มขึ้น ตามความต้องการของธุรกิจอีกด้วย
“จากการพูดคุยกับผู้ประกอบการหลายราย ทุกรายมีความพร้อม และมองว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ที่จะช่วยให้ธุรกิจดีขึ้นในระดับหนึ่ง เช่น ธุรกิจคาราโอเกะ ที่ปิดมานานจะเริ่มกลับมาใหม่ เป็นต้น แต่เนื่องจากช่วงนี้เริ่มเข้าสู่ฤดูฝน และอีกไม่นานจะเริ่มเข้าสู่เทศกาลเข้าพรรษา รวมทั้งมีปัจจัยในเรื่องของเงินเฟ้อเข้ามาเกี่ยว ดังนั้น ธุรกิจบันเทิงในช่วงที่มีการคลายล็อกอาจจะไม่ได้มีความหวือหวามากนัก” นายธนากรกล่าว
จี้รื้อเวลาขายในรร.-เปิดถึงตีหนึ่ง
นายธนากรกล่าวว่า ในเรื่องที่ยังเป็นอุปสรรคต่อการค้าขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ คือการกำหนดช่วงเวลาในการซื้อขาย ตาม พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 ที่ห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงเวลา 14.00-17.00 น.เป็นอุปสรรคของธุรกิจบริการ อยากเสนอและขอให้รัฐบาลแก้ไขกฎหมายดังกล่าว เพื่อช่วยให้ธุรกิจโรงแรมหรือสถานบันเทิงในโรงแรมสามารถขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ต่อไปด้วย นอกจากนี้ อยากเสนอแนะให้รัฐบาล ประเมินสถานการณ์หลังจากที่คลายล็อกให้สถานบันเทิงกลับมาเปิดให้บริการแล้วระยะหนึ่ง หรือหลังจากกลับมาเปิดให้บริการ 1-2 เดือน โดยให้ คณะกรรมการบริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประเมินสถานการณ์อีกครั้งหนึ่งว่า การเปิดให้บริการของสถานบันเทิงดังกล่าวมีการแพร่ระบาด หรือมีคลัสเตอร์ใหม่ๆ เกิดขึ้นหรือไม่ หากไม่มีคลัสเตอร์ใหม่เกิดขึ้น ภาครัฐควรพิจารณาขยายเวลาการเปิดให้บริการของสถานบริการเพิ่มขึ้น เช่น จากเดิมกำหนดปิดให้บริการ 24.00 น. อาจเพิ่มเป็น 01.00 น. เป็นต้น ต่อไป

