ชำแหละระบบสาธารณสุขไทย จี้รัฐเร่งแก้อุปสรรค ดึงพ้นกับดักช่องว่างรายได้
เมื่อเวลา 09.20 น. วันที่ 25 พฤษภาคม 2565 โดยประชาชาติธุรกิจ ได้จัดสัมมนาประจำปี ในโอกาสก้าวสู่ปีที่ 46 ภายใต้หัวข้อ “New Chapter เศรษฐกิจไทย” ณ โรงแรมดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อก
นพ.พงษ์พัฒน์ ปธานวนิช รองประธานกรรมการ บริษัท ทีพีพี เฮลท์แคร์ อินเตอร์เรชั่นแนล จำกัด และกรรมการผู้จัดการโรงพยาบาลเมดพาร์ค เข้าร่วมเสวนา “New Chapter เศรษฐกิจไทย” จัดโดยประชาชาติธุรกิจ ว่า ในช่วง 2 ปีที่เกิดการระบาดโควิดทุกประเทศรวมถึงประเทศไทย ตกใจและทุ่มเงินเข้าไปในการแก้ปัญหาจำนวนมาก จนเกิดหนี้สินบานตะไท ในส่วนของประเทศไทยได้รับความชื่นชมว่าจัดการโควิดได้ดีภายใต้สถานการณ์ที่มีข้อจำกัดมาก ทั้งที่เป็นประเทศมีรายได้ปานกลาง มีจีดีพีไม่มาก แต่กล้าหาญใช้เงินกับระบบสาธารณสุขในการจะทำรัฐสวัสดิการ โดยให้ประชาชนออกเงินน้อย ในช่วงโควิดทุกประเทศทำเหมือนกันใส่เงินเข้าไปและให้การรักษาให้ฟรี โดยไทยใส่เงินเข้าไปในระบบสาธารณสุขใส่ให้กับประชาชน 20% ที่เหลือนำมาจากระบบภาษี
“รูปแบบของเราจะคล้ายประเทศยุโรปใช้เงินมาก แต่จีดีพีเขาใหญ่ มีงบประมาณมากก็ไม่มีปัญหา โดยไทยใช้เงินด้านสาธารณสุข 15-20% ของงบประมาณประเทศ ซึ่งเป็นภาระมาก แต่สิ่งที่เห็นช่วงโควิดเราไม่มีเซฟตี้เน็ต ไม่มีอะไรของเราเอง ซื้อหมด ยกเว้นแรงงานหมอ พยาบาล ถ้าทำให้เขาแข็งแรงได้ จะทำให้ดูแลคนไข้ได้ ซึ่งไทยมีบุคลากรการแพทย์ 5:10,000 เท่านั้น ที่ผ่านมาเราใช้วิธีการต่างจากยุโรปที่ใช้วิธีตะลุมบอน ปล่อยให้ติดเชื้อแล้วรักษา ของไทยตอนแรกไม่มียา วัคซีน ใช้วิธีล็อกดาวน์ และเจอวิกฤตหลายระลอก สุดท้ายก็ผ่านไปได้ แม้จะบาดเจ็บใช้เงินไปเยอะมาก จะเป็นบทเรียนหากเกิดอีกครั้งเราจะทำยังไง เพราะเงินก็ไม่มี เศรษฐกิจก็ไม่ดี” นพ.พงษ์พัฒน์กล่าว

นพ.พงษ์พัฒน์กล่าวว่า สิ่งที่ต้องทำอย่างแรกเรื่องแพทย์ที่ไม่พอ แต่ประเทศไทยโชคดีมีอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ที่ต่างจังหวัดเป็นล้านคนทำให้ควบคุมการระบาดในต่างจังหวัดได้ดี ยกเว้นในเมืองที่อาจจะไม่มีระบบสาธารณสุขเป็นรูปเป็นร่าง ส่วนที่สองต้องเปลี่ยนมุมมองจากเดิมที่คิดว่ามีประชากร 60 ล้านคนทำอะไรไม่คุ้ม ไปสู่มีประชากรรอบประเทศไทย 600 ล้านคน และคิดว่าคุมเพื่อให้มีเซฟตี้เน็ตให้ได้ และอีกเรื่องต้องลดต้นทุนการนำเข้าเครื่องมือแพทย์จากต่างประเทศ หากทำได้จะทำให้สู้กับประเทศสิงคโปร์และอื่นๆ ได้ในอนาคต
นพ.พงษ์พัฒน์กล่าวว่า หากมองไปข้างหน้าหรือนิวแชปเตอร์ของระบบสาธารณสุขของไทย จากการติดตามเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขไทย เมื่อปี 2546 มีโครงการระบบหลักประกันสุขภาพ 30 บาท ได้ใช้งบประมาณ 2 แสนล้านบาท สำหรับรักษาคนทุกกลุ่ม ตั้งแต่คนจนสุดถึงคนรวยสุด ยังมีงบกระทรวงสาธารณสุขและงบจากสวัสดิการข้าราชการอีก รวมแล้วเป็นเงิน 3-4 แสนล้านบาทที่อยู่ในระบบนี้ ถ้าสามารถนำคนไม่มีอาชีพออกได้และให้คนมีเงินมีส่วนร่วมในการใส่เงินเข้าระบบได้ จะมีเงินและทำให้ไทยหลุดพ้นจากเรื่องนี้ได้
“อยากให้ผู้ใหญ่ศึกษาโมเดลของไต้หวัน เมื่อคนไข้ต้องจ่ายเงินเอง คนจนต้องซื้อบริการจ่ายเองด้วย ไม่ได้ฟรี เพราะระบบที่วางไว้จำกัด วิธีการเข้าหาบริการด้วย เมื่อคนทำงานต้องหยุดงานเพื่อรับบริการฟรี ถ้าเงินที่หามามากกว่าเงินรับบริการเขายอมเปลี่ยนที่ไปหา ทำให้ภาคเอกชน คลินิก ร้านยาทำงานได้ อยากฝากว่าทำยังไงถึงจะหลุดพ้นกับดัก เมื่อก่อนคนมองว่าเป็นแค่เรื่องสวัสดิการ แต่ผมมองว่ามันมีผลกดดันทำให้ระบบเศรษฐกิจเราคงอยู่แบบรายได้ปานกลาง เพราะเรากำลังสอนให้คนทั้งประเทศขอ แบมือรอ” นพ.พงษ์พัฒน์กล่าว
ดังนั้น การแก้ปัญหาประเทศเรื่องใหญ่เรื่องหนึ่ง คือ วัฒนธรรม ถ้ายังมีวัฒนธรรมเป็นผู้ขอ ประเทศไทยจะยืนขึ้นได้อย่างไร ซึ่งคิดว่ายืนไม่ได้ ซึ่งตรงนี้ก็เป็นนิวแชปเตอร์ ต้องทำให้คนไทย ขยัน พึ่งตัวเอง มีเงินออมได้ ส่วนระบบสาธารณสุขต้องจัดระบบการทำงานให้ชัดเจนระหว่างรัฐและเอกชน ยกตัวอย่างเช่น การทำให้ไทยเป็นเมดิคัลฮับโรงพยาบาล แต่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ไม่เคยออกกฎหมายสนับสนุนส่งเสริมเพื่อขับเคลื่อนการลงทุนได้เลย เพราะทุกครั้งจะทำแต่ทำไม่ได้สำเร็จ ทำให้ที่ผ่านมาภาคเอกชนต้องทำธุรกิจภายใต้ข้อจำกัด

นพ.พงษ์พัฒน์กล่าวว่า ยังรวมถึงนโยบายเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต มีสิทธิทุกที่ (UCEP) เป็นคนป่วยที่ต้องรักษาโรงพยาบาลเอกชน แต่ทั้งประเทศส่งเงินคืนให้โรงพยาบาลเอกชนเฉลี่ย 50% บางแห่งได้ 20% ขณะที่คนเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางจราจรตั้งแต่มี 30 บาทรักษาทุกโรค และ UCEP ยอดเสียชีวิตไม่ลดและมีการเสียชีวิต 20,000 คนต่อปี ซึ่งอยู่อันดับแรกๆ ของโลก อยากขอให้รัฐมีจุดยืนด้านนโยบาย ไม่กลับไปกลับมาที่เปลี่ยนไปตามเสียงสะท้อนของประชาชน จนในที่สุดไม่ได้สร้างประชาชนให้เป็นคนเข้มแข็งพาประเทศไปข้างหน้า
“อยากให้รัฐผลักดันไทยให้เป็นเมดิคัลฮับ ซึ่งไทยมีรายได้จากเมดิคัลฮับประมาณ 1 แสนล้านบาท แต่รายได้ต่อหัวยังน้อยกว่าสิงคโปร์ 3-4 เท่า เพราะคนไข้หนักมีมูลค่าสูงไปอยู่ที่สิงคโปร์ เพราะรัฐบาลสิงคโปร์สนับสนุนธุรกิจนี้ ขณะที่ไทยยังไม่มีการขับเคลื่อนอย่างจริงจัง ได้แต่พูดอย่างเดียว” นพ.พงษ์พัฒน์กล่าว
นพ.พงษ์พัฒน์กล่าวว่า ในส่วนของโรงพยาบาลเมดพาร์ค ใช้เงินลงทุน 7,000 ล้านบาท เป็นโรงพยาบาลรักษาโรคยากและซ้ำซ้อน เป็นทางเลือกเพิ่มให้กับผู้ป่วยซึ่งตลาดนี้ยังมีช่องว่างอยู่ โดยเป้าหมายต่อไปเราจะไม่แข่งกับใครในประเทศไทย ต้องการจะย้ายศูนย์กลางของการรักษาพยาบาลจากสิงคโปร์มาอยู่ไทยให้ได้ จึงอยากให้รัฐออกมาตรการสนับสนุน เพื่อเป็นเครื่องยนต์ใหม่กระตุ้นเศรษฐกิจและนำรายได้เข้าประเทศ

“ทั้งหมดเป็นนิวแชปเตอร์ของโรงพยาบาลเมดพาร์ค แต่ทั้งหมดที่จะสร้าง ตัวหลักคือเรื่องวัฒนธรรม ประชาชนด้วย เราจะสร้างวัฒนธรรมหนึ่งขึ้นมา ตอนเปิดเราดูแลคนเรื่องวัคซีน คนต่างชาติ ล่าสุดทำโครงการอาสาดูแลหัวใจหมอ เพราะช่วงโควิดคนดูแลคนไข้หนักมาก และพบว่าหมอเสียชีวิตก่อนเวลาอันควรเยอะ เราจะตรวจฟรีและรักษาให้หมดฟรี ถือเป็นเซฟตี้เน็ตอันหนึ่ง ถ้าหมอแข็งแรง ประเทศเราจะแข็งแรงด้วย” นพ.พงษ์พัฒน์กล่าว
นพ.พงษ์พัฒน์กล่าวว่า หลังเปิดประเทศทำให้มีนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพเข้ามารักษาโรคจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มตะวันออกกลาง หลังโควิดไม่ได้มีการรักษาต่อเนื่อง 2 ปี ซึ่งในส่วนของโรงพยาบาลเมดพาร์คมีลูกค้าจากหลายประเทศเข้ามารักษามากขึ้น โดยเป็นการรักษาโรคหัวใจ เบาหวาน มะเร็ง เป็นต้น
“เป็นข้อดีต่อการเปิดประเทศ เพราะการรักษาเป็นความจำเป็นต่อการดำเนินชีวิต ต้องการเข้ามารักษาโรค จาก 2 ปีที่ผ่านมาไม่ได้เปิดให้เข้าประเทศจากมาตรการที่รัดกุมและค่าใช้จ่ายสูง อีกทั้งนักท่องเที่ยวที่ประสงค์เดินทางมารักษาตัวจะใช้เงินสูงและพร้อมจ่าย” นพ.พงษ์พัฒน์กล่าว

