ตำแหน่งผู้ว่า กทม. กับความเท่าเทียมและความหลากหลาย
กรุงเทพฯ เราได้ผู้ว่าคนที่ 17 ไปเรียบร้อย โดยคุณชัชชาติ คือคนที่ได้รับคะแนนเสียงอย่างท่วมท้นกว่า 1 ล้านเสียงจากคนกรุงเทพ ลงพื้นที่ทำงาน พบประชาชนท้องถิ่น มีแนวคิดอุดมการณ์ที่น่าสนใจ มีความเป็นกลางทางการเมือง และพร้อมที่จะประสานงานกับทุกๆ ฝ่ายเพื่อประโยชน์ของประชาชน
แต่สมมุติว่ามีโลกอีกมัลติเวิร์สหนึ่งที่คุณชัชชาติเป็น “สุภาพสตรี” ขึ้นมา ผลลัพธ์ของการเลือกตั้งจะเป็นยังไง ท่านผู้อ่านว่าคุณชัชชาติจะชนะไหม ผมพูดจริงๆ ว่าไม่แน่ใจนะ เพราะเรายังต้องยอมรับกันครับว่า ถึงแม้โลกจะเปลี่ยนไปเยอะ เริ่มเห็นสตรีเพศมีบทบาทในตำแหน่งหน้าที่มีความรับผิดชอบใหญ่โตทั้งภาคเอกชน ภาครัฐ ทางสังคมต่างๆ อย่างไรก็ตามยังมีคนอีกจำนวนมากที่ยังทำใจไม่ได้ที่จะให้สตรีเพศขึ้นมาเป็นผู้นำในสังคม ซึ่งเกิดจาก “อคติทางเพศ” ที่ยังหยั่งรากลึกและถอนรากถอนโคนไม่หมด
มีการทำสำรวจกับกลุ่มประเทศ G7 โดยผลจากญี่ปุ่นเค้าบอกว่าแค่ 38% ของผู้ถูกสำรวจมั่นใจกับการมีผู้นำเป็นสตรีเพศ ในขณะที่ตัวเลขเฉลี่ยของกลุ่ม G7 นี้มั่นใจอยู่ที่แค่ 78% และที่น่าแปลกใจคือ 41% ของผู้ถูกสำรวจในเยอรมันบอกว่ามั่นใจเลยถ้ามีผู้นำสตรีทั้งๆ ที่นาง แอนเจลา เมอร์เคิล สร้างความเจริญรุ่งเรืองให้เยอรมันมาตั้งนาน ยังไม่มีใครมั่นใจเต็มร้อยเลยสักประเทศ
แล้วอีกกรณีสมมุติที่น่าสนใจยิ่งขึ้นไปอีก ถ้าหากคุณชัชชาติในเวอร์ชั่นที่ 3 เป็นผู้สมัครแข่งขันผู้ว่าฯ ที่อยู่ในกลุ่ม “ผู้มีความหลากหลายทางเพศ” ล่ะครับ ผู้อ่านคิดว่าผลการเลือกตั้งจะเป็นอย่างไร?
มีรายงานอันหนึ่งจาก London School of Economics ที่ทำเมื่อปีที่แล้วบอกว่า แม้แต่ประเทศประชาธิปไตยเสรีนิยมอย่างอังกฤษ นิวซีแลนด์ และสหรัฐฯ เองนั้นก็ยังมีอคติและลังเลในการลงคะแนนเสียงให้ผู้ชิงตำแหน่งทางการเมืองที่มีความหลากหลายทางเพศอยู่เลยครับซึ่งเค้าบอกว่ามีเหตุผลที่สำคัญ 2-3 ประการ
อย่างแรกเลยก็คือ “อคติต่อกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ” ตรงๆ นั่นแหละครับ ที่แต่ละสังคมยังคงมีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการตีตราว่าอัตลักษณ์ตัวตนแบบนี้ไม่สอดคล้องกับศาสนาหรือวัฒนธรรม ยกตัวอย่างเช่นที่ประเทศจีนปีที่แล้วที่สั่งแบนกางเกงขายาวที่เค้าเรียกว่า “Sassy Pants” ที่พวกบอยแบนด์เกาหลีหน้าใสและก๋ากั่นใส่กัน โดยทางการจีนหาว่าเป็นการล้างสมองทำให้ผู้ชายไม่เป็นชายชาตรีตามที่ควร
สาเหตุที่สองสะท้อนชัดเจนถึงทัศนคติของคนส่วนมากยังมองว่ากลุ่มที่มีความหลากหลายทางเพศเป็นกลุ่มคนที่ยังได้รับการยอมรับน้อย ทำให้เกิดอุปทานหมู่ว่าผู้สมัครกลุ่มนี้จะ “แพ้แน่นอน” ลงคะแนนให้ไปก็แพ้อยู่ดีก็เลยไม่เลือก เอาคะแนนไปให้ผู้สมัครคนอื่นดีกว่า นับเป็นการพ่ายแพ้ตั้งแต่ยังไม่ได้หาเสียงเลยด้วยซ้ำ
อีกสาเหตุหนึ่งก็คือการถูกตีตราในด้านสังคม ยกตัวอย่างที่เค้าบอกว่าสังคมมักมองกลุ่มคนที่หลากหลายทางเพศมีความเป็น “เสรีนิยม” สูง กล้าที่จะแสดงออก แสดงตัวตนชัดเจน ดังนั้นถ้าหากบางกลุ่มผู้มีสิทธิลงคะแนนไม่ได้นิยมชมชอบแนวคิดเสรีนิยมสูงๆ เนื่องด้วยปัจจัยด้านวัฒนธรรม อายุ ฯลฯ ก็จะด่วนตัดสินไม่เลือกกลุ่มหลากหลายทางเพศไปโดยปริยาย
ก็เป็นประเด็นที่น่าคิดนะครับ ลองพิจารณาดูว่าเราเข้าข่าย 1 ใน 3 สาเหตุนี้ไหม และแก้ไขได้ไหม เราจะได้ก้าวข้าม อคติ และ ทัศคติ ที่เป็นการลิดรอนโอกาสของกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศซึ่งตั้งใจจริงที่จะเข้ามาช่วยบริหารบ้านเมืองให้เจริญรุ่งเรืองผ่านกลไกการเลือกตั้งแบบประชาธิปไตยได้ครับ ซึ่งการที่เราเริ่มมี สส อย่างคุณธัญวัจน์ คุณธัญญ์วาริน คุณณธีภัสร์ และคุณกวินนาถ ทำหน้าที่เป็นตัวแทนผู้มีความหลากหลายทางเพศถือเป็นนิมิตรหมายที่ดีและปูพื้นให้อย่างดีแล้ว
คุณชัชชาติได้รับการสนับสนุนจากคนกรุงเทพส่วนหนึ่งก็เพราะความที่เป็นผู้สมัครอิสระ น่าจะทำงานกับคนได้หลากหลาย ซึ่งผมเชื่อว่ากลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศจะเป็นอีกกลุ่มหนึ่งของสังคมที่คุณชัชชาติจะรับฟัง ยิ่งถ้าได้และร่วมมือสร้างกรุงเทพฯ ให้น่าอยู่สำหรับพวกเค้า อีกทั้งผมก็ลุ้นนะครับว่าถ้าหากคุณชัชชาติได้บุคคลในกลุ่มหลากหลายทางเพศมาเป็นรองผู้ว่าหรือทีมงานเราจะได้เห็นนโยบายที่ดีครับ

