‘ททท.’ กางแผนรุกตลาดระยะใกล้ ยกเป็นซุปเปอร์สตาร์มาร์เก็ต สู่เป้าหมาย 1.5 ลลบ.
นายธเนศวร์ เพชรสุวรรณ รองผู้ว่าการด้านตลาดเอเชีย และแปซิฟิกใต้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า แนวทางการส่งเสริมภาคการท่องเที่ยวในตลาดระยะใกล้ ในเอเชีย และแปซิฟิกใต้ มีแผนการทำงานคือ 1.ฟื้นคืนฐานตลาดกลุ่มกระแสหลัก 2.สามารถเดินทางต่อเนื่องได้ตลอดทั้งปี ซึ่งได้วางสัดส่วนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2566 เป็นตลาดระยะใกล้ 62% และตลาดระยะไกล 38% โดยตลาดที่เห็นโอกาสและมีศักยภาพในขณะนี้ ได้แก่ ตลาดอินเดีย มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ ออสเตรเลีย และประเทศในกลุ่มซีแอลเอ็มวี (กัมพูชา ลาว เวียดนาม และเมียนมา) เพราะใช้เวลาเดินทางไม่มาก สามารถปูพรมให้ท่องเที่ยวไทยได้ตลอดทั้งปี เพื่อให้มีความสมดุลกับตลาดระยะไกล ที่เป็นตลาดเฉพาะช่วงเวลา ทำให้ช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยว (โลว์ซีซั่น) เห็นเดินทางเข้ามาเที่ยวไทยลดลง เพราะสามารถท่องเที่ยวในประเทศเองได้ หัวใจสำคัญจึงอยู่ที่ตลาดระยะสั้น
นายธเนศวร์กล่าวว่า จากข้อมูลของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและระบบไทยแลนด์พาส (Thailand Pass) พบว่าตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-24 พฤษภาคม 2565 นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยอันดับ 1 คือ อินเดีย จำนวน 100,884 คน ซึ่งถือว่าจำนวนเกิน 1 แสนคนแล้ว เข้ามาเที่ยวไทยประมาณ 3,000 คนต่อวัน และทยอยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ รองลงมาคือสหราชอาณาจักร 89,745 คน เยอรมนี 74,104 คน สหรัฐ 66,036 คน และมาเลเซีย 62,192 คน โดยกลุ่มที่เป็นซุปเปอร์สตาร์มาร์เก็ต เป็นอินเดีย มาเลเซีย และสิงคโปร์ รวมถึงออสเตรเลีย ที่เดินทางเข้ามาเที่ยวไทยวันละประมาณ 1,000 คนต่อวัน ซึ่งสิ่งสำคัญคือ ประเทศเหล่านี้มีการเปิดประเทศแล้วด้วย
“เป้าหมายนักท่องเที่ยวต่างชาติปี 2565 อยู่ในช่วง 5-10 ล้านคน คาดหวังในเชิงรายได้จะพยายามทำให้กลับมา 50% ของปี 2562 ที่อยู่ประมาณ 3 ล้านล้านบาท คืออยู่ที่ 1.5 ล้านล้านบาท ส่วนปี 2566 จะกลับมาที่ 80% และเมื่อถึงปี 2567 ทุกอย่างจึงจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้ หรือต้องใช้เวลาอีกประมาณ 2 ปี” นายธเนศวร์กล่าว
นายธเนศวร์กล่าวว่า กลยุทธ์สำคัญคือ 5 NEWs หรือ 5 สิ่งใหม่ ซึ่งจะมุ่งพลิกโฉม เปลี่ยนมุมมอง และสร้างภาพจำใหม่ ได้แก่ 1.New Segment นักท่องเที่ยวศักยภาพกลุ่มใหม่ๆ ครอบคลุมตลาดเป้าหมาย และความต้องการพิเศษ อาทิ กลุ่มนักธุรกิจที่พร้อมจะทำงานและท่องเที่ยวไปด้วย (Bleisure) และดิจิทัลนอแมด, กลุ่มดำน้ำและเดินป่า, นักศึกษา ซึ่ง ททท.ให้น้ำหนักกับตลาดจีน อาทิ จากกว่างโจว และเฉิงตู, กลุ่ม Boy Lovers เจาะนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ที่สนใจเดินทางตามกระแสซีรีส์วายของไทย ซึ่งเป็นซอฟต์เพาเวอร์สำคัญ ขับเคลื่อนการเดินทางของนักท่องเที่ยวตลาดเอเชีย, กลุ่มองค์กร และกลุ่มผู้บริหารระดับสูง 2.New Area กลุ่มท่องเที่ยวคุณภาพในพื้นที่ศักยภาพใหม่ๆ ตลาดเป้าหมายคือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย, มองโกเลีย, เกาหลี (ปูซาน), มาเลเซีย (ซาบาร์ และยะโฮร์), ออสเตรเลีย (บริสเบน และนครแอดิเลด) และพื้นที่ศักยภาพใหม่ในตลาดเดิม 3.New Partner ผนึกความร่วมมือกับพันธมิตรใหม่ อาทิ สายการบิน องค์กร และอื่นๆ ตลาดเป้าหมายคือมาเลเซีย ฮ่องกง มองโกเลีย ไต้หวัน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้
นายธเนศวร์กล่าวว่า 4.New Infrastructure ชูการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานใหม่ๆ โดยเฉพาะในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางแก่นักท่องเที่ยว อาทิ โครงการในต่างประเทศ รถไฟความเร็วสูง คุนหมิง-ลาว เชื่อมโยงเข้าภาคอีสานตอนเหนือของไทย สามารถดึงนักท่องเที่ยวจีนทางตอนใต้เดินทางเชื่อมโยงมาลาวสู่ไทย เมื่อรัฐบาลจีนประกาศเปิดประเทศ ส่วนโครงการในประเทศไทย มีโครงข่ายคมนาคมทางบกและทางอากาศใหม่ๆ อาทิ สถานีกลางบางซื่อ โมโนเรลขอนแก่น สนามบินเบตง เชื่อมโยงมาเลเซีย รถไฟความเร็วสูง กรุงเทพฯ-หนองคาย และ 5.New Way สร้างวิถีใหม่แก่ภาคท่องเที่ยว กระตุ้นให้เกิดการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ (Responsible Tourism) ในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีความใส่ใจในสิ่งแวดล้อม
“ททท.จะทุ่มทุกสรรพกำลังในการกระตุ้นจำนวน และการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติกลุ่มที่มีความสนใจพิเศษ ได้แก่ กลุ่มท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ คู่รัก กีฬา และลักชัวรี่ 5 ใหม่ ได้แก่ พื้นที่หรือตลาดใหม่ โดยแม้จีนจะยังไม่กลับมาเที่ยว แต่ ททท.ยังให้จีนเป็นอันดับแรกของตลาดเป้าหมายอยู่” นายธเนศวร์กล่าว

