หน้าแรก เศรษฐกิจ วิกฤต ฟู้ดซีเ...

วิกฤต ฟู้ดซีเคียวริตี้ ส้มหล่นประเทศไทย

28.05.22 | 07:30 น.

สกู๊ปหน้า 1 : วิกฤต ฟู้ดซีเคียวริตี้ ส้มหล่นประเทศไทย

หลังกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เตือนให้ระวังสถานการณ์เศรษฐกิจโลก ว่าจะเกิดความยุ่งเหยิงมากขึ้น ต่อเนื่องจากผล
กระทบสะสมของการแพร่ระบาดของโควิด-19 ต่อเนื่องตั้งแต่ปลายปี 2562 ต่อด้วยวิกฤตซ้อนอีกจากความขัดแย้งรัสเซียกับยูเครน จนกลายเป็นสงครามและเกิดการแบ่งขั้ว ทั้งการเมืองระหว่างประเทศ และการค้าระหว่างประเทศ

จุดเริ่มต้น จากทุกประเทศปิดประเทศ หยุดกิจกรรมชั่วคราว เพื่อยุติการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด นานวันเข้าก็เกาะกินตั้งแต่ภาคการผลิต การกระจายสินค้า และพฤติกรรมการบริโภคเปลี่ยนแปลงอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้น เข้าปีที่ 3 ก็คลายวิตกกับโควิด เพราะส่วนใหญ่เคยชินและรู้ว่าจะอยู่ร่วมอย่างไร ก็มาซ้ำเมื่อเกิดสงครามระหว่างชาติที่ยืดเยื้อและไม่มีใครชี้ชัดได้ว่าจะจบจริงเมื่อใด

ถึงวันนี้ 2 เรื่องที่เปราะบางไม่แพ้กัน คือ ตลาดการเงินตลาดหุ้นที่ผันผวนทุกวัน กับปัญหาการเข้าถึงแหล่งซัพพลายเชน นับวันจะยากขึ้น ซึ่งประการหลังนี้หากประเทศใดปล่อยปัญหาซัพพลายเชนตรึงตัวจนถึงขาดแคลน อาจวิบัติได้ เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับปากท้องและปัจจัย 4 จำเป็นต่อการใช้ชีวิตประจำวัน เสมือนการเกิดสงครามโลกได้เลย

ดังนั้น การที่ไอเอ็มเอฟออกมาให้ข้อมูลว่า ขณะนี้มี 30 ประเทศทั่วโลกแล้ว ที่ใช้มาตรการจำกัดการส่งออก ทั้งอาหาร พลังงาน และสินค้าโภคภัณฑ์ เริ่มมาตั้งแต่เกิดสงครามในยูเครนและยิ่งนับวันจะเลวร้ายมากขึ้นๆ พูดได้ว่าวันนี้ ทุกครัวเรือนทั่วโลก แบกรับภาระหนัก ต้องเผชิญหน้ากับราคาอาหารปรับแพงขึ้นรายวัน ควบคู่กับราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นอย่างมาก ไอเอ็มเอฟ จึงฟันธงว่า หากสถานการณ์เหล่านี้ยังไม่คลี่คลาย หนีไม่พ้น “ความเสี่ยง” ที่จะทำให้เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะยุ่งเหยิงและถดถอยอีกครั้ง ไม่แพ้ความยุ่งเหยิงที่เกิดจากสงครามโลก 2 ครั้งที่ผ่านมา

ซึ่งความเสี่ยงของแต่ละประเทศมีน้ำหนักที่แตกต่างกันไป ประเทศที่เป็นทั้งแหล่งผลิตและส่งออก ก็จะเบาใจกว่าประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าเป็นหลัก แล้วประเทศไทยมีความเสี่ยงในระดับใด!!!

Advertisement

ภาครัฐ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ออกมายืนยัน “เราดูเป็นรายตัว เพราะเราทราบสต๊อกของเราดีอยู่แล้วว่า อาหารที่สำคัญจำเป็นสำหรับการบริโภคในประเทศแต่ละตัวนั้น จะต้องมีสต๊อกกี่เดือน จำนวนเท่าไหร่ อะไรที่เกินสต๊อกเราก็ส่งออก อะไรที่จำเป็นต้องมีสต๊อก เราก็จะดูเป็นพิเศษ เป็นหลักในการบริหารจัดการในเรื่องของสต๊อกอาหารสำหรับประเทศ ซึ่งยังไม่มีสัญญาณที่น่าเป็นห่วงในขณะนี้”

ภาคเอกชน นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ย้ำอีกว่า “เอกชนเชื่อมั่นว่าประเทศไทยยังมีความสามารถเรื่องการผลิตด้านอาหารที่เพียงพอต่อความต้องการภายในประเทศ ประเทศไทยใช้วัตถุดิบภายในประเทศประมาณ 75% และนำเข้าจากต่างประเทศอีก 25% เพื่อผลิตอาหาร ถือว่าไทยพึ่งพาในประเทศเป็นหลัก และยังคงเพียงพอต่อความต้องการภายในประเทศ และการส่งออก ยังเป็นผู้นำกลุ่มผู้ผลิต ส่งออก มีเทคโนโลยี และมาตรฐานเป็นที่ยอมรับระดับสากล เพื่อไม่ประมาท รัฐและเอกชนก็ต้องมีการติดตามกันอย่างใกล้ชิด”

อีกหนึ่งในวงการอาหาร นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์อาหารแปรรูปและอาหารแห่งอนาคต หอการค้าไทย และประธานกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ให้มุมมองว่า ความวิตกเรื่องฟู้ด ซีเคียวริตี้ ที่มักผูกกับสต๊อกอาหาร หรือสินค้าเพื่อความมั่นคง จากปัจจัยโควิดยังไม่หมดไปจริง ความขัดแย้งรัสเซียกับยูเครนดูว่าจะยืดเยื้อไปอีกนานอย่างน้อย 1 ปีจากนี้ เมื่อปัญหาดังกล่าวสะสม กระทบต่อต้นทุนผลิต แต่ความต้องการยังสูง ประเทศค้าน้ำมันและประเทศร่ำรวยทางเศรษฐกิจ ที่ต้องพึ่งพานำเข้า อย่างกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง ก็เริ่มวิตกและเพิ่มสั่งซื้อธัญพืชและวัตถุดิบเพื่อปรุงอาหารไว้เป็นสต๊อกเพื่อความมั่นคงมากขึ้น

ประกอบกับประเทศผู้ผลิตเริ่มวิตกถึงราคาสินค้าและกำลังซื้อกลุ่มประเทศร่ำรวยมากๆ แม้ดันราคาซื้อขายราคาแพงขึ้น แต่หากผลิตไม่เพียงพอกับการส่งออกที่เพิ่มขึ้น อาจย้อนมาเป็นปัญหาขาดแคลนเองในประเทศผู้ผลิตและส่งออก จึงนำมาสู่การ “จำกัดหรือห้ามส่งออก” เช่น ข้าวสาลี ที่เป็นทั้งส่วนผสมอาหารคน และอาหารสัตว์ หลายประเทศใช้ข้าวสาลีเพื่อทำขนมปัง หรือพิซซ่าอาจเดือดร้อน แต่ประเทศมีพืชทางเลือกอย่างไทย เรามีข้าวสาร เป็นอาหารหลัก และไม่ได้ขาดแคลนหรือราคาสูงเกินไป หรือแม้ข้าวสาลีในอาหารสัตว์ เมื่อแพงไทยก็มีข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ หรือธัญพืชอื่นที่เราปลูกได้ในประเทศทดแทนก็ไม่กดดันปศุสัตว์ในประเทศ เพียงเรื่องต้นทุนผลิตธัญพืช

รัฐต้องสนับสนุนลดภาระ ทั้งปล่อยนำเข้าวัตถุดิบ ลดหย่อนเก็บภาษีนำเข้าวัตถุดิบที่ใช้ผสมชั่วคราว อย่างปุ๋ย ซึ่งภาคเกษตรมีค่าใช้จ่ายสูงถึง 30% ของต้นทุนรวมก็ควรดูว่าทำอย่างไรให้นำเข้าได้มาก พร้อมกันนี้ ก็ศึกษาว่าจะเพิ่มพื้นที่ปลูกหรือเลี้ยงสัตว์อะไรที่สร้างโอกาสส่งออกของไทยจากนี้ จัดหาโซนพื้นที่ที่เหมาะสมกับพืชอนาคต

อีกเรื่องที่ต้องกังวลต่อ ปัญหาโลกร้อน สภาพอากาศแปรปรวน กระทบต่อผลผลิตพืช หรือสัตว์เลี้ยงผิดปกติ 5-10% ต่อปี ทั้งแง่เสียหาย หากปีนั้นอากาศร้อนแล้ง อย่างปี 2564 หรือบางปีฝนชุกผลผลิตก็จะดีขึ้น อย่างปี 2565 นี้ ผลผลิตจะมาก จึงมั่นใจได้ว่าไทยไม่เผชิญกับเรื่องขาดแคลนอาหาร ดังนั้น รัฐบาลควรเร่งหาตลาดส่งออกและสร้างชื่อไทยเป็นครัวอาหารโลกและแหล่งผลิตและส่งออกที่สำคัญ

เดิมนั้นกว่าจะหาประเทศนำเข้าใหม่ๆ ได้ยากมาก แต่ตอนนี้ประเทศใหญ่ๆ ที่เคยส่งออกห้ามหรือจำกัด เขาก็ต้องแสวงหาประเทศส่งออกอันดับต่อๆ มา เพื่อรักษาสต๊อกของประเทศเขา ขณะเดียวกันรัฐก็ต้องปล่อยไปตามกลไกตลาด ให้เกิดการค้าขายตามธรรมชาติ อะไรแพงก็ว่าไปตามแพง เมื่อแข่งขันมาก ราคาก็จะอ่อนตัวลง หากไปกดดันหรือคุมมากเกินไป ก็จะเหลือเพียงรายใหญ่ๆ เท่านั้น

กลายเป็นเรื่องผูกขาดทางอุตสาหกรรมนั้นๆ โอกาสไทยดูได้จากงาน THAIFEX-ANUGA ASIA 2022 งานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มในไทย ที่กำลังจัดขึ้นถึงวันที่ 28 พฤษภาคม ได้มีผู้ประกอบการทั้งในประเทศและต่างประเทศ เข้างานและเจรจาทางธุรกิจมากกว่าคาดการณ์ไว้ หลายประเทศทำให้เราเซอร์ไพรส์ มักเป็นประเทศตะวันออกกลาง ซาอุดีอาระเบียก็มาก

อานิสงส์มาจากเรื่องไทยเปิดประเทศพอดี ทำให้การเดินทางเข้ามาได้มากขึ้น และผู้ผลิตเปิดตัวสินค้านวัตกรรมในงาน ทำให้เกิดกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ รายเดิมก็ซื้อมากขึ้น หลายประเทศเพิ่มนำเข้าเพราะห่วงเรื่องสต๊อกอาหาร หากสงครามและเงินเฟ้อยังสูงยังอยู่ต่ออีกนาน กลุ่มอุตสาหกรรมอาหารไทยเดิมคาดปีนี้โต 3-5% แต่เพียงไตรมาสแรกของปีนี้ โตถึง 28% แล้ว เชื่อว่าความกังวลทั่วโลก หนุนส่งออกอาหารไทยได้ 8-9% หรือทะลุตัวเลขสองหลักอีกครั้งในรอบ 4 ปี หรือเกิน 10%

ดังนั้นคำว่าส้มหล่นอุตสาหกรรมไทยก็ไม่ผิดนัก!!