หน้าแรก เศรษฐกิจ กสทช.ถกจัดการ...

กสทช.ถกจัดการปัญหา SCAM อดีตกรรมการ กสทช. ชี้ กม.PDPA แก้ปัญหาได้ระดับหนึ่ง

30.05.22 | 18:39 น.

กสทช.ถกจัดการปัญหา SCAM อดีตกรรมการ กสทช. ชี้ กม.PDPA แก้ปัญหาได้ระดับหนึ่ง

เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2565 สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) โดย นางสาวพิรงรอง รามสูต กรรมการ ด้านกิจการโทรทัศน์ กล่าวเปิดการเสวนา กฎหมาย PDPA กับมิติใหม่ของการจัดการปัญหา SCAM ว่า เป็นโอกาสที่ดีที่จะมีการบังคับใช้กฎหมาย พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล วันที่ 1 มิถุนายนนี้ ซึ่งจากการละเมิดในลักษณะต่างๆ จากข้อมูลรั่วไหลนั้น ไทยติดอันดับโลกโดยจากการวิจัยการทำธุรกรรมผ่านออนไลน์ทุกสัปดาห์ อัตราเฉลี่ยอยู่ที่ 67.5% ของผู้ตอบแบบสอบถาม ขณะที่ค่าเฉลี่ยของโลกอยู่ที่ 58.5% ไทยติดอันดับ 1 ของโลกในการใช้ธุรกรรมการเงินผ่านออนไลน์ รวมถึงอันดับ 4 ของโลก การชำระเงินผ่านระบบออนไลน์บนมือถือ จำนวน 33.1% ค่าเฉลี่ยของโลกอยู่ 25.5% ขณะเดียวกัน เฟซบุ๊กติดอันดับ 8 ของโลก อยู่ที่ 58.3 ล้านคน

เป็นสถิติที่สะท้อนว่าข้อมูลรั่วไหลตามประเทศต่างๆ บนพื้นที่ออนไลน์ และจากการไม่มีกฎหมายบังคับใช้ทำให้เกิดอาชญากรรมทางออนไลน์มากขึ้น โดยการเสนาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประมวลข้อมูล ความรู้ และความคิดเห็นต่างๆ รวมถึงแนวทางการบังคับใช้กฎหมายจะส่งผลแง่การเพิ่มโอกาสการจัดการปัญหา scam ภายใต้กฎหมาย พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่จะมีการบังคับใช้ในวันที่ 1 มิถุนายนนี้

นอกจากนี้ จะมีการตั้งคณะทำงานเกี่ยวกับหัวข้อนี้ต่อไปในการพิจารณาปัญหาร่วมกันกับหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องต่อไป

พล.ต.ต.นิเวศน์  อาภาวศิน ผู้บังคับการตรวจสอบและวิเคราะห์อาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ผบก.ตอท) กล่าวว่า พ.ร.บ.คุ้มครองฯ เปิดโอกาสให้รัฐดำเนินการได้ แต่การออกประกาศและออกกฎหมาย หรือการใช้ข้อมูลนั้น รั่วไหลจาก 1.การแฮกเจาะระบบและนำข้อมูลไปขาย 2.คนร้ายหลอกให้ผู้ใช้บริการกรอกข้อมูลส่วนบุคคลลงในเว็ปต่างๆ 3.การหลอกขายข้อมูล โดยกฎหมาย พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ที่ถูกบังคับใช้จะเป็นส่วนดี และนำไปสู่มาตรฐานให้แก่บริษัทต่างๆ ได้นำไปปรับใช้

Advertisement

เพราะข้อมูลส่วนตัวมีความสำคัญและควรจัดเก็บให้ถูกต้องและป้องกันการนำไปใช้ในทางที่ผิดและจะโดนลงโทษตามมาตรา 27 ห้ามมิให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล โดยไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล เว้นแต่เป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่เก็บรวบรวมได้โดยได้รับยกเว้น ไม่ต้องขอความยินยอมตามมาตรา 24 หรือมาตรา 26 จะเป็นกฎหมายทำให้ผู้ประกอบการนำไปปรับใช้ได้ดียิ่งขึ้น ตามมาตรฐานสากล

ขณะที่ประเด็นสำคัญ คือ คนไทยยินยอมขายข้อมูลส่วนตัวเพื่อนไปใช้ในการดำเนินธุรกิจ หรือบัญชีม้า กฎหมายยังหลวม คือ เมื่อจับกุมได้จะยังไม่มีความผิด ถ้ายังไม่นำไปใช้ในการผิดใดๆ ซึ่งไทยนำกฎหมายต่างประเทศมาปรับใช้ แต่ยังไม่ได้ดูบริบทในประเทศว่ามีบริบทต่างจากประเทศอื่น เนื่องจากต่างประเทศไม่มีปัญหาเรื่องการขายบัญชีเพราะฐานะเศรษฐกิจดี แต่ไทยฐานะยากจนเยอะจึงยินดีขายข้อมูลส่วนตัว ยังเป็นปัญหาที่เกิดขึ้น จึงอยากให้มีการเพิ่มกฎหมายโดยพิจารณาถึงประเด็นนี้ด้วย หากใครก็ตามนำข้อมูลของบุคคลอื่นไปใช้โดยไม่ขออนุญาตจะมีความผิดตามตัวมันเอง ไม่ใช่ว่ารอให้เขานำข้อมูลไปกระทำความผิดก่อน

เมื่อย้อนไปเรื่องหลอกลวงมี 3 ประเด็นหลัก 1.ช่องทางในการติดต่อสื่อสาร การปลอมเบอร์โทรศัพท์มือถือ โดย กสทช.ได้แก้ปัญหา คือ ให้โอเปอเรเตอร์เลขที่ขึ้นต้นด้วย +697 เป็นเบอร์ที่ไม่น่าเชื่อถือให้ระวังตัว แนะนำให้ทำฐานข้อมูลกลางที่นำเบอร์โทรศัพท์จากเครือข่ายหลัก 4 เครือข่าย เพื่อนำเป็นข้อมูลที่มีผู้ใช้งานจริง เมื่อมีเบอร์ที่อยู่นอกเครือข่ายขึ้นมาจะสามารถตรวจสอบได้ง่ายขึ้น และสามารถเตือนประชาชนได้ 2.หลอกโอนเงินผ่านบัญชีม้า ประชาชนสามารถแจ้งในเว็บออนไลน์ได้

กรณีมิจฉาชีพจากชาวต่างชาติ จะดำเนินการได้ยากจะต้องใช้ทวิภาคีระหว่างประเทศ ดังนั้น จึงมุ่งเน้นปัญหาในประเทศ โดยได้เสนอความเห็นถึงธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้ออกแนวปฏิบัติโดยวิธีระงับเว้นทางการทำธุรกรรมออนไลน์เมื่อตรวจจับได้บัญชีดังกล่าวเข้าข่ายผิดกฎหมาย หรือเป็นบัญชีม้า แต่ ธปท.แจ้งว่ายังไม่สบายใจในการใช้อำนาจเกรงจะไปละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ยังเป็นปัญหาถึงรู้วิธีการแต่ยังสามารถดำเนินการมากไม่ได้ และ 3.การโอนเงิน ก่อนจะดำเนินธุรกรรมกับใครควรมีเบอร์ติดต่อไว้เพื่อเช็กข้อมูลของอีกฝ่าย เพื่อป้องกันการถูกหลอกลวง

ทั้งนี้ แนะนำประชาชน เช่น เมื่อไปเข้าร่วมงานต่างๆ บางบริษัทอาจขอข้อมูล อยากให้ทุกคนอ่านวัตถุประสงค์ให้ดี หากเขานำข้อมูลไปขายให้บริษัทอื่น ซึ่งปัญหาที่ตามมาคือเจ้าของข้อมูลไม่รู้ว่าใครนำข้อมูลไปขาย ดังนั้น จึงอยากให้พิจารณาให้ข้อมูล โดยนำเบอร์โทรศัพท์สำรองมาใช้ในเรื่องที่ไม่สำคัญ และไม่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมส่วนตัว นอกจากนี้ ต้องบันทึกข้อมูลส่วนตัวว่าได้ให้ข้อมูลกับบริษัทใดบ้างเพื่อป้องกันการนำข้อมูลไปขาย และสามารถชี้เป้าให้ตำรวจดำเนินการได้โดยง่าย เป็นต้น

นายสุทธิศักดิ์ ตันตะโยธิน รองเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กล่าวว่า แนวทางการแก้ปัญหา กสทช.มีการมาตรการกำกับเรื่องเอสเอ็มเอสหลอกลวง เช่น 1.มีการจัดระเบียบเซ็นเตอร์เนมทั้งหมด โดยให้มีการลงทะเบียนเซ็นเตอร์เนมเพื่อสามารถกลับไปเช็กข้อมูลต้นทางของผู้ส่งได้ 2.มาตรการ SCAM Alert ที่เป็นการรวบรวมตัวอย่างการฉ้อโกงผ่านระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ วิธีการแก้ไขเฉพาะหน้า สามารถช่วยแก้ปัญหาบางส่วน เมื่อเข้าสู่ยุคคอลเซ็นเตอร์ ได้มีการส่งข้อมูลจากต่างประเทศ ซึ่ง กสทช.ได้มีการบล็อคเบอร์ที่เข้าข่ายเป็นมิจฉาชีพ โดยจะมีมาตรการยกระดับการจัดกลุ่มเบอร์ที่ชัดเจน เบอร์ที่มีการใช้งานจริง รวมถึงมาตรการเชิงพฤติกรรม เช่น เบอร์ที่โทรซ้ำตลอด

จะให้โอเปอเรเตอร์ช่วยว่าจะจัดการพฤติกรรมอย่างไร โดยจะตรวจสอบให้ถึงต้นตอทั้งหมด ทั้งนี้ ส่วนของประชาชนจะให้ความรู้และให้ทุกคนตระหนัก เพื่อป้องกันในสิ่งที่เกิดการล่อลวงและนำไปสู่ความเสียหาย นอกจากนี้ เรื่องการเสนอมาตราการคุ้มครองสิทธิของผู้ใช้บริการโทรคมนาคม เกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคล สิทธิในความเป็นส่วนตัว และเสรีภาพในการสื่อสารถึงกัน จะมีการเสนอให้อนุกรรมการและบอร์ด กสทช. และจะดำเนินการเปิดแสดงความคิดเห็นสาธารณะ คาดว่าจะแล้วเสร็จในไตรมาส 3/2565

นายทศพล ทรรศนกุลพันธ์ กรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล กล่าวว่า ได้ทำการวิจัยลักษณะการหลอกลวงเกิดขึ้นหลายรูปแบบ ซึ่งการพิศวาสอาชญากรรม (romance scam) ก็เป็นอีกลักษณะที่เกิดการหลอกลวงมากขึ้น โดยเหยื่อมักจะถูกหลอกผ่านแอพพลิเคชั่นออนไลน์ อาทิ ไลน์ เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ทินเดอร์ เป็นต้น เนื่องจากโซเชียลดังกล่าวมีผู้ใช้เป็นจำนวนมาก และพฤติกรรมของผู้ใช้ถูกเปิดเผยอย่างสาธารณะ จึงทำให้อาชญากรรมเกิดขึ้นได้ง่าย

แต่เหยื่อจำนวนมากกลับไม่แจ้งความเนื่องจากกฎหมาย หรือกระบวนการยุติธรรมทำให้มีผลต่อการตัดสินใจของเหยื่อ เมื่อผู้เสียหายถูกหลอกลวงมักจะถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจตอบกลับว่าคุณเชื่อคนง่าย หรือคุณโอนเงินให้เขาเอง รวมถึงความไม่รู้กฎหมายและความรู้สึกการเข้าไม่ถึงกระบวนการยุติธรรม อาจเป็นสิ่งที่ทำให้การเก็บรวมรวมข้อมูลของผู้พิจารณาข้อกฎหมายยังมีความหลากหลายไม่มากพอ

ทั้งนี้ การป้องกันอาชญากรรมเกิดขึ้นทั้งต่อตัวบุคคลและลดความเชื่อมั่นในหมู่ผู้ใช้อินเตอร์เน็ต นอกจากจะสร้างความตระหนักรู้โดยผ่านการรับรู้ของข้อกฎหมายที่ส่งผ่านแอพพลิเคชั่นที่เผยแพร่ผ่านแอพพิลเคชั่นที่คนเข้าถึงได้ง่ายแล้ว ส่วนของมาตรการทางกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรมที่มีอยู่อาจไม่สามารถป้องปรามการจู่โจม หรือเยียวยาความเสียหายได้อย่างมีประสิทธิผลโดยเฉพาะอาชญากรรมข้ามชาติ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงต้องมีการสร้างมาตรการเตือนภัยล่วงหน้าผ่านการพัฒนาระบบให้มีการแจ้งเตือนเบอร์โทรศัพท์ที่เข้าข่ายเป็นมิจฉาชีพอาจจะเป็นผลดีกว่า รวมถึงมาตรการการเยียวยาเหยื่อหลังเกิดอาชญากรรม โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องตามดำเนินคดีอาชญากรหลังเกิดความเสียหายแล้ว จะเป็นกระบวนการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนมากยิ่งขึ้น

นายรอม  หิรัญพฤกษ์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ กล่าวว่า การใช้เทคโนโลยีแก้ปัญหา scam เป็นปัญหาจากเทคโนโลยีที่ยิ่งเจาะจะยิ่งเห็นภัยที่เกิดขึ้น เช่น ประชาชนเกี่ยวข้องกับผู้ใช้เทคโนโลยี คือ ในอดีตพื้นฐานการเก็บข้อมูลจากแอพพลิเคชั่นต่างๆ จะใช้ข้อมูลส่วนบุคคลเป็นของฟรี โดยบริษัทข้ามชาตินำข้อมูลไปใช้ เช่น เฟซบุ๊ก ไลน์ อินสตาแกรม เป็นต้น จึงเกิดการรั่วไหลอย่างแพร่หลาย ซึ่งเป็นอีกเหตุผลที่ทำให้กฎหมาย PDPA เป็นกฎหมายสำคัญ อีกทั้งเรื่องที่เจ้าของข้อมูลคุกคามความเป็นส่วนตัวของเจ้าของข้อมูลด้วยวิธีการต่างๆ เป็นเรื่องที่ต้องเกิดการป้องกัน

แต่ปัญหาในปัจจุบันไม่เพียงเกิดแต่เรื่อง scam แต่มีการหลอกลวง หรือคุกคามหลายรูปแบบ ซึ่งจากเทคโนโลยีที่โจรใช้แสวงหาจุดอ่อนจากช่องโหว่ของระบบอินเตอร์เน็ต โทรคมนาคมที่เกี่ยวข้อง โจรจะใช้วิธีการเข้าระบบและแฮ็กข้อมูล และนำข้อมูลไปขายจนเกิดปัญหา ซึ่งวิธีเหล่านี้จะมีการพัฒนาขึ้นมาก การแก้ไขปัญหาเริ่มขึ้นอาจไม่ครอบคลุม แต่หากมีการบังคับใช้จะเกิดการพัฒนาและออกกฎหมายลูกมารองรับให้ตรงประเด็นมากยิ่งขึ้น

นายประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา อดีตกรรมการ กสทช. ประธานอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคด้านกิจการโทรคมนาคม กล่าวว่า ได้มอง scam เป็นอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่นำข้อมูลไปใช้ ซึ่งพรบ.คุ้มครองฯ ช่วยได้ส่วนหนึ่ง แต่ข้อมูลที่รั่วไหลออกไปเป็นข้อมูลที่ได้มาจากลักษณะอื่น โดย PDPA จัดการกับองค์กรขนาดใหญ่ได้ แต่มิจฉาชีพที่ยังหลอกได้มาจากความสามารถอื่น เช่น การหลอกถาม คอลเซ็นเตอร์ เป็นต้น อีกทั้ง ปัจจัยหลากหลายเอื้อให้ธุรกรรมทางเทคโนโลยีมาใช้ได้สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น

แม้ พ.ร.บ.คุ้มครองฯ ช่วยสร้างความรู้ให้กับประชาชนมากขึ้น แต่มิจฉาชีพพัฒนาการหลอกลวงมากขึ้นตามสถานการณ์ ดังนั้น เมื่อถูกหลอกควรมีระบบการดำเนินการภายหลังการถูกหลอก แต่คนไม่เปิดเผยมากนั้น เพราะการโดนหลอกเป็นตราบาป เพราะรัฐจะบอกว่าสอนแล้วทำไมยังโดนหลอก ดังนั้น รัฐทำหน้าที่ให้ความรู้แล้ว บางครั้งการผลักดัน หรือตำหนิคนโดนหลอกทำให้ผู้คนปิดตัวและไม่เข้ามาให้ความรู้มากขึ้น ซึ่งรัฐจะขาดข้อมูลตรงนี้ไป จึงอยากให้มีระบบการดูแลด้วยเพื่อลดมูลค่าความเสียหาย

นอกจากนี้ การแก้ปัญหาเบอร์มิจฉาชีพที่มาจากต่างประเทศ คาดว่าการเชื่อมโยงอาจมีในไทย เนื่องจากการประสานงานต้องมีการเชื่อมต่อระหว่างประเทศ เป็นข้อสันนิษฐานว่าต้องมีคนไทยทำระบบแปลงหลายเลขเพื่อใช้ในการดำเนินการหลอกลวงเข้าร่วมขบวนการด้วย รวมถึงเสนอให้ กสทช.ได้จัดทำการแจ้งเตือนหมายเลขที่เป็นหมายเลขจริง และหมายเลขปลอมให้ชัดเจนจากการทำระบบขึ้นมาแจ้งเตือนประชาชน

ทั้งนี้ กฎหมาย PDPA เป็นกฎหมายที่สำคัญมากที่ช่วยกำชับผู้รวบรวมข้อมูลต้องทำหน้าที่จัดเก็บข้อมูลอย่างดีเพื่อไม่ให้ข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหล หรือกรณีของการเจาะข้อมูลเพื่อนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้ กฎหมายดังกล่าวก็มีอำนาจในการจัดการผู้รวบรวมข้อมูลตามข้อกฎหมายด้วยเช่นกัน