หน้าแรก เศรษฐกิจ ซีแอลเอ็มวีโอ...

ซีแอลเอ็มวีโอกาสอสังหาริมทรัพย์ไทย-แนะศึกษาประเมินความเสี่ยงก่อนลงทุนจริง

27.10.16 | 18:02 น.

นางสาวอลิวัสสา พัฒนถาบุตร กรรมการผู้จัดการ บริษัทซีบีริชาร์ดเอลลิส (ประเทศไทย) จำกัด หรือ ซีบีอาร์อี เปิดเผยในงานเสวนาสถานการณ์อสังหาริมทรัพย์ของประเทศในกลุ่ม CLMV (กัมพูชา ลาว พม่า เวียดนาม) จัดโดยศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ว่า การลงทุนของนักลงทุนในไทยทั้งการเข้าไปลงทุนโดยตรงและการซื้อลงทุนในกลุ่มประเทศเหล่านี้ยังมีน้อยมาก เมื่อเทียบกับนักลงทุนจากประเทศอื่น สำหรับตลาดกัมพูชา อัตราการขยยาตัวเศรษฐกิจ(จีดีพี) เฉลี่ยอยู่ที่ 7% ต่อปี เป็นตลาดที่เปิดรับนักลงทุนแต่ตลาดมีขนาดไม่ใหญ่มากนัก มีประชากรทั้งประเทศ 15 ล้านคน จำนวนนี้อยู่ในกรุงพนมเปญ 2 ล้านคน ราคาขายที่ดินอยู่ที่ 600,000 บาทต่อตารางวา โดยการซื้อที่ดินต้องซื้อร่วมกับผู้ถือหุ้นกัมพูชา ตลาดที่น่าเข้าไปลงทุน คือ อพาร์ทเมนท์รองรับกลุ่มต่างชาติที่เข้าไปทำงาน เพราะอัตราเช่าอยู่ที่ 80-90% อัตราค่าเช่า 700-1,000 บาทต่อตารางเมตร รวมถึงอาคารสำนักงาน เพราะขณะนี้มีพื้นที่เช่ารวม 280,000 ตารางเมตร แต่ควรเป็นสำนักงานเกรดบี เพราะค่าเช่ายังไม่สูงมากนัก ด้านตลาดค้าปลีก อัตราค่าเช่าย่านใจกลางเมืองอยู่ที่ 1,200 บาทต่อตารางเมตร ยังไม่สูงมากนัก โดยที่ผ่านมามีร้านเอสแอนด์พี ฟูจิ รวมทั้งเมเจอร์ซีนีเพล็กซ์ที่เข้าไปเช่าพื้นที่


ขณะที่ตลาดคอนโดมิเนียม การเข้าไปลงทุนต้องระมัดระวังเพราะโอเวอร์ซัพพลายโดยส่วนใหญ่นักลงทุนมาจากไต้หวัน จีน สิงคโปร์ เป็นต้น โดยราคาขายคอนโดมิเนียมไฮเอนด์อยู่ที่ 110,000 บาทต่อตารางเมตร ระดับกลางอยู่ที่ 94,000 บาทต่อตารางเมตร และระดับล่างที่ 24,000 บาทต่อตารางเมตร ส่วนโรงแรม ในพนมเปญปัจจุบันมีอยู่ 16,000 ห้อง ส่วนใหญ่เป็นการพักระยะสั้น เพราะเป็นเมืองทางผ่านเพื่อไปเมืองท่องเที่ยวมากกว่า

สำหรับลาว เป็นตลาดที่มีขนาดเล็ก ในนครหลวงเวียงจันทน์มีประชากรต่ำกกว่าล้านคน ศักยภาพในการลงทุนไม่สูงมากนัก ทั้งนี้ แม้ว่าต้นทุนแรงงานจะต่ำ แต่ที่ดินมีราคาแพงและต้นทุนค่าก่อสร้างแพง เพราะต้องมีการนำเข้าวัสดุก่อสร้างจากไทย

นายโทนี พิคอน กรรมการผู้จัดการ บริษัท คอลลิเออร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล เมียนมา กล่าวว่า การลงทุนในพม่ามีโอกาสขยายตัวสูงมาก เพราะอัตราการเติบโตเศรษฐกิจพม่า ปีที่ผ่านมาเติบโตสูงสุดในอาเซียนที่ 8.3% ขณะที่เศรษฐกิจโลกขยายตัว 2.4% ไทยเติบโต 2.7% ส่วนจีนเติบโต 6.8% ทั้งนี้ เมียนมาเป็นขนาดที่มีประเทศใหญ่เป็นอันดับสองของอาเซียน มีพรมแดนติดประเทศใหญ่หลายประเทศ ทั้ง จีน อินเดีย รวมทั้งไทย รวมทั้งยังมีแหล่งท่องเที่ยวทางบก ชายฝั่งทะเล มีทรัพยากรจำนวนมากทำให้เมียนมาเป็นที่จับตาในการลงทุนสำหรับตลาดอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ดีทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็น อาคารสำนักงาน โรงแรม เซอร์วิส อพาร์ตเมนต์ และค้าปลีก มีอัตราการเช่าสูงถึง 70% เนื่องจากความต้องการสูง แต่ซัพพลายน้อยมาก เพราะการพัฒนาใหม่มีข้อจำกัด จากการที่ต้นทุนที่ดินสูง และการเข้าถึงในการลงทุนยาก ต้องอาศัยเครือข่าย ทั้งนี้แม้ว่าการลงทุนจะน่าสนใจ แต่นัดลงทุนต้องอดทนรอความชัดเจนของกฎระเบียบต่างๆก่อน

Advertisement

สัมมนาอสังหา1

นางสุพินท์ มีชูชีพ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โจนส์ แลง ลาซาลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ตลาดเวียดนามมีแผนที่จะลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งการขยายถนน สนามบิน เป็นต้น แต่ยังมีความล่าช้าอยู่บ้าง อย่างไรก็ตาม เวียดนามมีต้นทุนแรงงานถูก ทำให้บริษัทต่าง ๆ มีการมีการย้ายฐานการผลิตไปยังเวียดนาม ทำให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เกิดความต้องการด้านอาคารสำนักงานและที่อยู่อาศัยตามมา โดยปีนี้คาดว่าจะมีอาคารสำนักงานแล้วเสร็จ 9 อาคาร พื้นที่รวม 200,000 บาทต่อตารางเมตร และปัจจุบันมีพื้นที่อาคารสำนักงานรวม 1.7 ล้านตารางเมตร โดยยังน้อยเมื่อเทียบกับกรุงเทพฯ ที่มีพื้นที่อาคารสำนักงานรวม 8.4 ล้านตารางเมตร อัตราผลตอบแทนค่าเช่าอยู่ที่ 9.3%

ด้านที่อยู่อาศัย มีความต้องการที่อยู่อาศัยและยังขาดซัพพลายอยู่ โดยราคาบ้านเดี่ยวอยู่ที่ราว 17-35 ล้านบาท โดยธนาคารให้กู้รายย่อย 70% ของมูลค่าบ้าน อัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ราว 8% และปล่อยกู้ผู้พัฒนาโครงการสูงสุดกว่า 90% ของมูลค่าการลงทุน ทั้งนี้ ล่าสุดรัฐบาลอนุญาติให้ต่างชาติสามารถเป็นเจ้าของธุรกิจได้ 100% เป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการขนาดเล็กและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี) ของไทยที่ต้องการเข้าไปลงทุนเวียดนาม

นางสาลินี วังตาล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อย(สสว.) กล่าวว่า การเข้าไปลงทุนตลาดในกลุ่ม CLMV มีความต่างกันค่อนข้างมาก เช่น พม่า เป็นตลาดที่มีจำนวนประชากรมาก แต่มีความหลากหลายเชื้อชาติ แต่เพิ่งเปิดประเทศ กฎหมายยังไม่ชัดเจน จึงควรหาพันธมิตรในการลงทุน ซึ่งขณะนี้มีนักลงทุนไทยเข้าไปลงทุนมากขึ้น ส่วนกัมพูชา เป็นประเทศที่เปิดรับการลงทุน มีการใช้อัตราแลกเปลี่ยนหลายสกุลทำให้ไม่มีปัญหาด้านอัตราแลกเปลี่ยน และอัตราเงินเฟ้อต่ำ ด้านลาว เป็นตลาดที่มีขนาดเล็ก เป็นโอกาสของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เพราะการแข่งขันไม่สูงมากนัก และผู้ประกอบการายใหญ่ไม่ไป เพราะว่าไม่คุ้ม แต่ต้องระมัดระวังเรื่องต้นทุน เพราะการวัสดุก่อสร้างต้องนำเข้า เช่นเดียวกับกัมพูชา ดังนั้น หากจะเข้าไปลงทุนอสังหาริมทรัพย์อาจจะใช้รูปแบบการน็อกดาวน์ หรือการใช้คอนกรีตสำเร็จรูป(พรีแพบ)แทน นอกจากนี้ มองว่าประเทศเหล่านี้มีชายแดนติดต่อกับไทย ธุรกิจด้านการค้าควรใช้ไทยเป็นฐานและส่งออกไปยังชายแดน เพราะช่วยลดความเสี่ยงธุรกิจได้