ปธ.คุ้มครองบุคคลฯ เผยกฎหมายลูกเข้าที่ประชุม 6 มิ.ย. ออกไม่ทันวันบังคับใช้พรุ่งนี้
นายเธียรชัย ณ นคร ประธานกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล กล่าวถึงการบังคับใช้ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล มีผลวันที่ 1 มิถุนายน ว่า การบังคับใช้ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล จะดำเนินการตามวันที่กำหนดชัดเจน ซึ่งในส่วนของกฎหมายลูกนั้น จากข้อมูลที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ดำเนินการเปิดให้ประชาชนแสดงความคิดเห็นร่างกฎหมายรองตั้งแต่วันที่ 23 พฤษภาคม-1 มิถุนายน จำนวน 8 ฉบับ ซึ่งทางคณะอนุกรรมการกฎหมายจะพิจารณาและรวบรวมข้อมูลแล้วเสร็จ เพื่อเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลพิจารณาในวันที่ 6 มิถุนายนนี้ หากการดำเนินการไม่มีติดขัดจะอนุมัติข้อกฎหมายเพื่อเผยแพร่ต่อประชาชนทันที อย่างไรก็ตาม ในปีนี้จะพยายามทยอยออกกฎหมายลูกให้แล้วเสร็จก่อนต้นปี 2566
กฎหมายลูกฉบับอื่นอยู่ระหว่างการปรับกฎหมายให้ครอบคลุม แต่ในระหว่างนี้ ผู้ประกอบธุรกิจสามารถปฏิบัติตามแนวทางที่กฎหมายบังคับใช้และให้ดำเนินการไปก่อนเพื่อลองปฏิบัติ หากมีปัญหาจะนำอุปสรรคที่เกิดขึ้นมาประกอบการพิจารณากฎหมายเพิ่มเติม เนื่องจากธุรกิจมีหลากหลายประเภท บางประเภทมีการใช้แตกต่างกัน เช่น การเข้าถึงข้อมูลในธุรกิจโรงพยาบาลจะมีการเข้าถึงข้อมูลในแง่การป้องกันข้อมูลเพื่อรักษาชีวิตคนได้ ดังนั้น การออกกฎเกณฑ์ที่รัดกุมมากเกินไป และปฏิบัติไม่ได้จริง มันจะกระทบต่อการรักษาได้ จึงต้องแยกดูเป็นเรื่องๆ ไป ไม่ใช่ว่าออกกฎหมายมาเพื่อควบคุมได้แค่เรื่องเดียว แต่ใช้กับทุกประเภทมันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว
เมื่อประกาศบังคับใช้กฎหมายแล้วอยากให้ผู้ประกอบธุรกิจมีความตระหนักรู้ในเรื่องกฎหมายนี้ และตระหนักรู้ในเรื่องการสร้างระบบความมั่นคงปลอดภัยโดยกระทำภายใต้ความคิดของตนเองเป็นจุดเริ่มต้นประกอบกับแนวทางกฎหมาย พ.ร.บ.คุ้มครองฯ ให้มีความสอดคล้องกันให้เข้ามาตรฐานขั้นต่ำ ซึ่งสิ่งแรกที่ผู้ประกอบธุรกิจควรทำคือประกาศให้ผู้ใช้บริการในธุรกิจของตนได้รับรู้ถึงการดำเนินงานตามนโยบายว่าบริษัทได้จัดทำการคุ้มครองส่วนบุคคลอย่างไรบ้าง และต้องเป็นสิ่งที่สามารถดำเนินการได้จริง เพื่อป้องกันการตรวจสอบย้อนหลังจากที่บริษัทได้ประกาศไว้แต่ไม่สามารถทำได้อาจเป็นการกระทำผิดต่อกฎหมาย และจะเกิดปัญหาตามมาที่หลังได้ โดยวิธีการทำนั้นต้องให้ดูลักษณะของประเภทธุรกิจเป็นที่ตั้งและนำกฎหมายมาปรับใช้ ซึ่งไม่จำเป็นต้องเสียเงินสูง แต่ควรทำให้อยู่ในระบบที่สามารถตรวจสอบได้ ทั้งนี้ อยากให้ธุรกิจเริ่มนำร่องหรือทำตามกฎหมายในแนวทางของตนโดยไม่ต้องกังวลว่าจะผิดกฎหมาย เพราะเมื่อมีการตรวจสอบ กรรมการผู้เชี่ยวชาญอาจแนะนำแนวทางที่ถูกต้องเพิ่มเติมภายหลังได้ ดังนั้น การแสดงเจตจำนงไว้ก่อนเป็นเรื่องที่ดี
โทษของการบังคับใช้ในทางที่ผิดนั้น ทางคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญจะใช้วิธีการพิจารณาจากเบาไปหาหนักโดยจะดูจากเจตนาเป็นหลัก และดูจากสาเหตุของความผิดพลาด เมื่อพิจารณาแล้วอาจมีทั้งโทษปรับ โทษทางอาญา หรือทางแพ่ง จะต้องเกิดหลังมีเหตุแล้ว กำชับให้ผู้ประกอบการดูแลข้อมูลให้ดี ควบคุมการดำเนินการภายในให้ดี ทำความเข้าใจกับผู้ร่วมงานในองค์กรให้ชัดเจน และคนที่มีหน้าที่เข้าถึงข้อมูลต้องมีสัญญาเฉพาะตัวหรือไม่นั้น เพื่อเป็นการรักษาความลับของข้อมูลลูกค้า บริษัทสามารถปรึกษาทนายความในองค์กรได้ก่อน และนำแนวทางมาปรับใช้
ในส่วนของธุรกิจประกันที่มีการเก็บข้อมูลที่ค่อนข้างอ่อนไหวเพราะเป็นข้อมูลผู้ป่วย อาจมีการใช้ข้อมูลเพื่อแชร์กับทางโรงพยาบาลนั้น ข้อมูลโรงพยาบาลเป็นข้อมูลอ่อนไหว ซึ่งคนเข้าถึงข้อมูลคือบุคลากรทางการแพทย์ เมื่อมีการย้ายผู้ป่วย หรือคนไข้ออกจากที่ต่างๆ องค์กรต้องมีการออกแบบระบบในโรงพยาบาลค่อนข้างซับซ้อน แต่ตราบใดที่ใช้ข้อมูลในโรงพยาบาลเพื่อประโยชน์ในการรักษาคนไข้ก็สามารถทำได้ เพราะเป็นเรื่องการรักษาคนไข้จึงไม่จำเป็นต้องขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูล ดังนั้น ธุรกิจประกันกับโรงพยาบาลต้องยอมรับว่ามีการใช้ข้อมูลร่วมกัน เพื่อประโยชน์ของคนไข้ หรือผู้เอาประกัน อยากให้เพิ่มเรื่องการระมัดระวังให้มากขึ้น ป้องกันการนำไปใช้ในทางที่ผิด รวมถึงธุรกิจธนาคาร ความสัมพันธ์ระหว่างลูกค้าและธนาคารอยู่บนฐานของสัญญา ดังนั้น ตราบใดที่มีสัญญาผูกพันกันอยู่ความยินยอมอาจมาทีหลัง จึงต้องยึดถือตามสัญญาต่อไป แต่หากจะมีปัญหาเกิดขึ้นคงเป็นเรื่องของการฝ่าฝืน
ทั้งนี้ ปัญหาคือประชาชนมักได้รับสายทั่วไป โดยไม่รู้ต้นต่อที่มาว่าบริษัทนั้น นำข้อมูลส่วนตัวมาได้อย่างไรนั้น ยังเป็นปัญหา ซึ่งคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญเองในระยะยาวต้องช่วยกันสืบสวนให้ได้ เพราะไทยมีดาต้าเซ็นเตอร์เถื่อน หรือผู้ไปซื้อขายข้อมูลจากบางบริษัท อีกทั้ง ห้างสรรพสินค้าบางห้างก็มีการแอบขายข้อมูลเช่นกัน รวมถึงบัตรเครดิตก็มีการขายข้อมูล ทั้งนี้ ผู้ขายข้อมูลจะมีความผิด แต่คนซื้ออาจจะยังไม่ผิดตอนซื้อ แต่จะผิดตอนเริ่มนำไปใช้ เพราะเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลแล้ว ดังนั้น ถ้าเราสามารถติดตามจากต้นตอที่รั่วไหลได้จะดำเนินการจับกุมและลงโทษสถานหนัก เนื่องจากการนำข้อมูลไปขายเป็นความผิดแน่นอน และยังเป็นการทำลายระบบเศรษฐกิจ ด้านความเชื่อมั่นของประชาชนต่อองค์กร ธุรกิจมีการปรับตัว เช่น ธุรกิจใดไม่เคารพสิทธิส่วนบุคคลก็เป็นปัจจัยประกอบการตัดสินใจการร่วมธุรกิจด้วย ขณะเดียวกันองค์กรที่สร้างความเชื่อมั่นสูงก็ทำให้ฐานลูกค้าเพิ่มขึ้นได้จากเทรนด์ที่เกิดการปรับตัว
“หากการคุ้มครองกฎหมายทำออกมาได้ดีไทยสามารถผลักดันให้ดัชนีความเชื่อมั่นเรื่องธุรกิจจะเพิ่มขึ้น จึงต้องคิดถึงอนาคตว่าการทำธุรกิจระหว่างประเทศภายในกฎหมายคุ้มครองเป็นเรื่องที่ดีระหว่างกันและช่วยผลักดันเศรษฐกิจได้ อย่างไรก็ตาม ในเรื่องการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลไม่ได้ห้ามในเรื่องของการแชร์ข้อมูลสามารถใช้ข้อมูลได้ตราบเท่าที่ไม่ขัดต่อกฎหมายไม่ขัดต่อความไม่เหมาะสมในการใช้ข้อมูลซึ่งทั้งหมดอยู่ภายใต้การบังคับใช้ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล” นายเธียรชัยกล่าว

