หน้าแรก เศรษฐกิจ “รมว.ดีอีเอส”...

“รมว.ดีอีเอส” เตือน ระวังนำเสนอข้อมูลส่วนบุคคล โดยไม่ได้รับอนุญาต เสี่ยงคุก (คลิป)

1.06.22 | 15:02 น.

‘รมว.ดีอีเอส’ เตือน ระวังนำเสนอข้อมูลส่วนบุคคล โดยไม่ได้รับอนุญาต เสี่ยงคุก

เมื่อเวลา 13.25 น. วันที่ 1 มิถุนายน ที่รัฐสภา นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวถึงข้อควรระวังภายหลัง พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 หรือ PDPA มีผลบังคับใช้วันนี้ ว่า โดยหลักการกฎหมายดังกล่าวต้องการให้ข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนได้รับการคุ้มครองปกป้อง ไม่ให้ถูกนำไปใช้ในทางที่มิชอบหรือเสียหาย เพราะข้อมูลเราจะถูกนำไปเก็บไว้ในระบบคอมพิวเตอร์ เวลาไปติดต่อร้านค้า หรือทำธุรกรรมต่างๆ ก็จะมีคนเก็บข้อมูลเราไว้ เช่น ชื่อ ที่อยู่ ประวัติการรักษาพยาบาล ซึ่งเรื่องเหล่านี้เราไม่อยากให้เปิดเผย แต่ถ้าเราอยากเปิดเผยหรือคนที่เก็บข้อมูลอยู่ นำไปใช้ต้องขออนุญาต หรือขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลก่อน แต่ถ้านำไปใช้โดยไม่ได้รับการยินยอมและทำให้เสียหาย ก็สามารถดำเนินคดีได้ โดยมีโทษจำคุก 1 ปี ปรับ 1 ล้านบาท สำหรับผู้ประกอบการที่นำข้อมูลไปใช้ นี่คือแนวทาง แต่รายละเอียดแล้วแต่กรณีไป เช่น การโพสต์รูป ถ่ายรูปติดคนอื่น ถ้าไม่มีเจตนาทำให้เขาเสียหายก็ไม่มีความผิด

นายชัยวุฒิกล่าวว่า หรือกรณีสื่อเสนอข่าวเกี่ยวกับบุคคล หรือข้อมูลส่วนตัวเขา ซึ่งเป็นเรื่องเปิดเผยอยู่แล้วก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าไปเสนอข้อมูลส่วนตัวที่มีความละเอียดอ่อน เช่น พฤติกรรมทางเพศ ข้อมูลสุขภาพประวัติการรักษาโรค หรือรสนิยมบางอย่างคนอื่นที่ไม่อยากเปิดเผย สื่อก็ไม่สามารถเปิดเผยได้ แต่หากจะเสนอเรื่องนี้ต้องขอความยินยอมก่อน เพราะเขามีสิทธิฟ้องได้ฐานะถูกทำให้เสียหาย

ผู้สื่อข่าวถามว่า หากเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องไม่ดีแต่เป็นประโยชน์กับสาธารณะเปิดเผยได้หรือไม่ ชัยวุฒิกล่าวว่า ถ้าเป็นเรื่องประโยชน์สาธารณะหรือเป็นอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายทำได้ ส่วนเรื่องบางอย่างที่เป็นข้อมูลส่วนตัว แต่ถูกเปิดเผยไปแล้ว เช่น คำพิพากษาศาล ข้อมูล ป.ป.ช. เกี่ยวกับการทุจริตที่เปิดเผยอยู่แล้ว สื่อก็ลงข่าวได้ แต่ถ้าข้อมูลส่วนตัวจริงๆ ที่ไม่ได้เปิดเผยและไปสืบค้นมาเองก็เปิดเผยไม่ได้

เมื่อถามว่ากรณีที่สื่อไปสืบค้นข้อมูลมาเอง เช่น ข้อมูลเชิงลับ นายชัยวุฒิกล่าวว่า ถ้าเป็นเช่นนั้น ท่านก็ระมัดระวังแล้วกัน เพราะกฎหมายดังกล่าวมีหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและคุ้มครองสิทธิประชาชน ถ้าเราเอาข้อมูลส่วนตัวเขาไปใช้โดยไม่ยินยอมอนุญาตและเป็นข้อมูลที่เขาไปอยากเปิดเผย แล้วถูกนำไปเปิดเผยข้อมูลทำให้เสียหาย เขาก็สามารถฟ้องร้องได้ตามกฎหมาย เพราะทั้งหมดทั้งปวงเพื่อคุ้มครองสิทธิประชาชน

เมื่อถามว่า การนำเสนอข้อมูลสื่อมวลชนต่อไปต้องอ้างอิงที่มาที่ไปใช่หรือไม่ ชัยวุฒิกล่าวว่า ถ้าจะเป็นข้อมูลบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ท่านก็ต้องอ้างถึงที่มาของข้อมูลและเป็นข้อมูลที่เปิดเผยแล้วและเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง ถ้าเป็นข้อมูลลับท่านต้องขอความยินยอมก่อน นี่คือหลักการ แต่ในรายละเอียดแล้วแต่กรณี หัวใจสำคัญคือเรามีเจตนาบริสุทธิ์ และไม่ทำให้เกิดความเสียหายคิดว่าไม่มีปัญหา

Advertisement

นายชัยวฒิกล่าวว่า หลักการกฎหมายนี้เราต้องการบังคับกับธุรกิจร่านค้าหรือองค์กรต่างๆ ที่มีข้อมูลของประชาชนไปเก็บไว้อยู่ คือเราออกกฎหมายเพื่อป้องกันไม่ให้บุคคลอื่นนำข้อมูลดังกล่าวนี้ไปใช้ในธุรกิจ เช่น โทรขายของ ซึ่งต่อไปข้อมูลเหล่านี้จะเอามาใช้โดยไม่ขออนุญาตทำไม่ได้

เมื่อถามว่ากฎหมายดังกล่าวจะเป็นจุดอวสานแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ใช่หรือไม่ นายชัยวุฒิกล่าวว่า จริงๆ มันช่วยได้ส่วนหนึ่งเพราะจริงๆ แล้วข้อมูลเหล่านั้นมาจากร้านค้าต่างๆ ที่ประชาชนเคยไปติดต่อไว้ ถ้าเราเข้มงวดกับเรื่องเหล่านี้ไม่ให้ข้อมูลรั่วไหลไปให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์ก็เชื่อว่าขบวนการดังกล่าวจะหายไปประชาชนก็ถูกหลอกน้อยลง

ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า กฎหมายนี้จะเอาผิดคนที่ปล่อยข้อมูลให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ได้เลยหรือไม่ นายชัยวุฒิกล่าว่า ใช่ครับ ขึ้นอยู่กับเจ้าหน้าที่รวบรวมพยานหลักฐานกับผู้เสียหายก็ต้องมาร้องเรียนเพื่อทำงานร่วมกัน แต่สำคัญสุดเมื่อมีกฎหมายมาห้ามแล้ว คนที่อยู่ในวงการธุรกิจที่มีข้อมูลประชาชนต้องเก็บข้อมูลให้ดีไม่ให้รั่วไหลหรือไม่ให้พนักงานนำข้อมูลไปขาย ซึ่งต่อไปจะมีมาตราการเพื่อไม่ให้บริษัทต่างๆ เพื่อเป็นแนวทางไม่ให้ข้อมูลรั่วไหลออกมาอีกด้วย