รายงานจากศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี( ttb analytics) ระบุว่า จากการประเมินเศรษฐกิจไทยปี 2565 ขยายตัว 2.8% ลดลงจาก 3.0% ที่ได้ประเมินช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ทำให้เศรษฐกิจไทยต้องใช้เวลานานขึ้นจนถึงช่วงครึ่งหลังปี 2567 จึงจะสามารถกลับสู่ระดับศักยภาพที่แท้จริงได้
ทั้งนี้ ยังมีความเสี่ยงเศรษฐกิจขยายตัวต่ำกว่าที่ประเมินจากสาเหตุ อาทิ 1.วิกฤตการณ์ด้านราคาพลังงาน การขาดแคลนอาหารและสินค้าโภคภัณฑ์ อาจส่งผลต่อภาคครัวเรือน การผลิตและการส่งออกสินค้ามีความรุนแรงกว่าที่คาด 2.เศรษฐกิจจีนชะลอตัวนานกว่าที่คาดการณ์จากมาตรการซีโร่โควิด และ 3.เศรษฐกิจโลกเสี่ยงเข้าสู่ภาวะถดถอยหากไม่สามารถรองรับแรงกดดันจากอัตราดอกเบี้ยที่ตึงตัวขึ้นเร็วยังเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามต่อไป
พร้อมกันนี้ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี ระบุว่า ได้ประเมินปรับลดอัตราเติบโตปริมาณการส่งออกสินค้า เนื่องจากเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวช้าจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน อีกทั้ง ไอเอ็มเอฟ ปรับลดคาดการณ์การเติบโตเศรษฐกิจโลกปี 2565 ลดลง 3.6% จากประเมินไว้ 4.4%
นอกจากนี้ ปัญหาการชะงักงันในห่วงโซ่อุปทานและการขาดแคลนวัตถุดิบ อาทิ ขาดแคลนชิปเซมิคอนดักเตอร์ต่อเนื่อง และหลังจากจีนมีมาตรการล็อกดาวน์เมืองที่เป็นฐานการผลิตสำคัญหลายแห่งส่งผลต่อภาคการผลิตและการส่งออกสินค้าบางส่วนของไทย
สำหรับแนวโน้มเงินบาทที่อ่อนค่าลงจะช่วยรักษาศักยภาพการแข่งขันด้านราคาของสินค้าไทยในตลาดโลกได้เพียงบางส่วน นอกจากนี้ ภาคการท่องเที่ยวฟื้นตัวสอดคล้องกับที่ประเมินไว้ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวปี 2565 อยู่ที่ 4.5 ล้านคน และคาดว่านักท่องเที่ยวจะเดินทางมากขึ้นไตรมาส 4/2565
สำหรับแรงพยุงเศรษฐกิจภายในประเทศจากการเบิกจ่ายงบประมาณของภาครัฐมีข้อจำกัดมากขึ้น โดยเฉพาะการเบิกจ่ายส่วน พรก.กู้เงินฉุกเฉินเพิ่มเติม 5 แสนล้านบาท ที่อนุมัติกลางปี 2564 เหลือวงเงินจำกัดที่เบิกจ่ายได้เพียง 7.4 หมื่นล้านบาท สำหรับพยุงเศรษฐกิจที่เหลือปี 2565 อีกทั้งการเบิกจ่ายงบลงทุนส่วนรัฐวิสาหกิจที่ผ่านมาทำได้ล่าช้าและต่ำกว่าเมื่อเทียบกับปีก่อน ทั้งนี้ การฟื้นตัวเศรษฐกิจแผ่วลงส่งผลให้ตลาดแรงงานฟื้นตัวช้า ขณะที่ความท้าทายจากภาระหนี้ครัวเรือนสูง และค่าครองชีพเร่งตัวเร็วขึ้น หลังการลอยตัวราคาน้ำมันดีเซล ก๊าซแอลพีจี และขึ้นค่าไฟฟ้า ส่งผลให้กำลังซื้อครัวเรือนและความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวมลดลง
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยบวกจากการผ่อนคลายมาตรการควบคุมโรคช่วยให้ประชาชนกลับมาจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น รวมถึงมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศผ่านการท่องเที่ยว เป็นปัจจัยบวกช่วยพยุงให้การบริโภคภาคเอกชนฟื้นตัวต่อเนื่อง แม้แรงส่งอาจแผ่วลงบ้างช่วงที่เหลือปี 2565
ในส่วนการลงทุนภาคเอกชน ยังมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปเช่นกัน โดยเฉพาะการลงทุนหมวดเครื่องจักรและรถยนต์เชิงพาณิชย์ในประเทศ สอดคล้องกับทิศทางการฟื้นตัวภาคการผลิตและการค้า แต่การลงทุนภาคอสังหาริมทรัพย์ และก่อสร้างได้รับผลกระทบจากราคาต้นทุนวัสดุก่อสร้างสูงขึ้นตามราคาเหล็กและน้ำมันเชื้อเพลิง อีกทั้งผลกระทบจากภาวะขาดแคลนแรงงานต่อเนื่อง หากภาครัฐประกาศให้โควิด-19 เป็นโรคประจำถิ่นทันครึ่งหลังปี 2565 จะเอื้อให้กิจกรรมก่อสร้างฟื้นตัวเร็วขึ้น
เมื่อพิจารณากลยุทธ์การปรับตัว ภาครัฐควรเน้นให้เกิดการหมุนเวียนเม็ดเงินจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจภายในประเทศ และหาโอกาสส่งออกสินค้าเกษตรไทยในช่วงวิกฤตอาหารโลก โดยเน้นกระตุ้นกิจกรรมการท่องเที่ยวในประเทศให้เชื่อมโยงสู่เมืองรองมากขึ้น จะช่วยกระจายเม็ดเงินจากผู้ที่มีกำลังซื้อไปสู่เศรษฐกิจชุมชนได้มากขึ้น และส่งเสริมให้ภาคธุรกิจเร่งลงทุนเพื่อปรับตัวเข้าสู่ BCG Economy
อีกทั้ง เนื่องจากช่วงนี้เกิดวิกฤตอาหารโลก จากการที่หลายประเทศได้ประกาศห้ามส่งออกสินค้าเกษตรบางรายการเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ จึงถือเป็นโอกาสดีที่ภาครัฐควรเน้นความสำคัญของการบริหารจัดการต้นทุนของเกษตรกรให้ดีขึ้น เร่งส่งเสริมผู้ประกอบการหาช่องทางกระจายสินค้าเกษตรและเน้นสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรของไทย ในช่วงวิกฤตอาหารและช่วงที่ราคาสินค้าเกษตรในตลาดโลกอยู่ในระดับสูง

