นางสาวปัทมพร ปรีชาวุฒิเดช (ซารต์) ผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการ บริษัท 21 ซันแพสชั่น จำกัด เจ้าของร้านชานมไข่มุก “BEARHOUSE” เปิดเผยว่า ตลาดเครื่องดื่มชานมไข่มุกในประเทศไทยมีมูลค่ากว่า 3,000-4,000 ล้านบาท และมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดยในส่วนของ BEARHOUSE เริ่มเปิดสาขาแรกที่สยามสแควร์ปี 2562 จุดเด่นคือวัตถุดิบและรสชาติในแบบฉบับของตัวเอง พร้อมไข่มุกโมจิสูตรเฉพาะที่คิดค้น และทำเอง ทำให้ได้กระแสตอบรับที่ดีมาโดยตลอด ซึ่งปี 2565 ใช้งบ 40 ล้านบาท ตั้งเป้าหมายขยายสาขาจาก 12 สาขา เป็น 20 สาขา ในรูปแบบการลงทุนเอง เน้นทำเลรอบเมืองและปริมณฑล รวมทั้งมีแผนทดลองเปิดสาขาในต่างจังหวัด ซึ่งแต่ละสาขามีขนาดพื้นที่ไม่ต่ำกว่า 50 ตารางเมตร ลงทุนสาขาละ 2.5-4.5 ล้านบาท เพื่อสร้าง Experience การปรับสาขาจะใช้ 8-10 ล้านบาทภายใน 2 ปี
นอกจากนี้ ล่าสุดเปิดตัว 2 เมนูใหม่ “ชานมปั่น Sugar Free syrup” และ “ชาดำยูซุปั่น Sugar Free syrup” โดยเป็น Sugar Free syrup สูตรใหม่ ใช้วัตถุดิบหลักจากหล่อฮังก๊วย และส่วนผสมอื่นๆ ปรุงขึ้นใหม่จนได้รสชาติความอร่อยใกล้เคียงกับไซรัปปกติ โดยเมนูชานมปั่น ราคาเริ่มต้น 120 บาท ชาดำยูซุปั่น ราคาเริ่มต้น 140 บาท หากเป็นสูตร Sugar Free syrup เพิ่มเพียง 10 บาท
“BEARHOUSE นับเป็นร้านชานมวัยรุ่นแบรนด์แรกๆ ที่พัฒนาสูตรชูการ์ฟรีไซรัปเพื่อเอาใจสาวๆ ทั้งนี้ ใช้เวลาเตรียมการและพัฒนาสูตรไซรัปนี้นาน 6 เดือนจนมั่นใจพร้อมเปิดขาย
ปัจจุบันแบรนด์ BEARHOUSE ได้รับความนิยมจากลูกค้าอย่างต่อเนื่อง และมีผลประกอบการที่เติบโตสวนกระแสเศรษฐกิจ โดยในปี 2562 มียอดขาย 17 ล้านบาท และเพิ่มเป็น 82 ล้านบาท
ในปี 2563 ส่วนปี 2564 แม้เป็นปีที่โควิด-19 ระบาดหนักมากที่สุด BEARHOUSE ยังทำยอดขายได้ 117 ล้านบาท ส่วนปี 2565 จากแผนการขยายสาขา ขยายไลน์โปรดักส์ใหม่ คาดยอดขายถึง 180 ล้านบาท โดยมีแผนออกเครื่องดื่มในรูปแบบตอบโจทย์ลูกค้ามากขึ้น ทั้ง ชาใส เครื่องดื่มปั่น ท็อปปิ้งใหม่ๆ รวมถึงเครื่องดื่มทางเลือกเพื่อสุขภาพหลากหลายของเมนู
นายอรรถกร รัตนารมย์ (กานต์) ผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท 21 ซันแพสชั่น จำกัด กล่าวว่า ชานมไข่มุกเป็นตลาดแข่งขันสูง ดังนั้น การมีผู้เล่นรายใหม่ๆ เข้ามาในตลาดทำให้เกิดสีสัน และจะยิ่งช่วยกันขับเคลื่อนตลาดให้เติบโตได้อีก จุดแข็งของ BEARHOUSE คือ มีแฟนคลับเหนียวแน่นทั้งกลุ่มวัยรุ่น นักเรียน นักศึกษา และวัยทำงาน รวมถึงกลยุทธ์การทำตลาดและการออกแบบสร้างร้านที่พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ทุกครั้งที่เปิดสาขาใหม่ และในช่วงมาตรการล็อกดาวน์ สัดส่วนยอดขายเดลิเวอรี่เพิ่มจาก 40% เป็น 60-70% โดย 11 สาขาสร้างรายได้เฉลี่ยวันละ 4,500 แก้ว หรือเดือนละ 135,000 แก้ว และไตรมาสแรก 2565 ยอดขายในสาขาดีขึ้น เพิ่มสัดส่วนเป็น 55% ของรายได้รวม และมียอดใช้จ่ายต่อบิล 150-170 บาท
“อยากเสนอให้รัฐบาลสนับสนุนแบรนด์ไทย และเอสเอ็มอีไทยมากขึ้นอีก จากประสบการณ์การทำธุรกิจ พบว่า แบรนด์จากต่างประเทศจะได้รับโอกาสหรือทำเลทำธุรกิจที่ดีกว่า ทั้งๆ ที่แบรนด์ไทยอย่างเรา มียอดขายดี มีฐานลูกค้าไม่น้อยกว่าแบรนด์ต่างประเทศเลย แต่เพราะด้วยแบรนด์เราเป็นคนไทยทำเอง จึงไม่ได้รับความสนใจมากเท่ากับแบรนด์ของต่างประเทศ อย่างแบรนด์จากเกาหลี ญี่ปุ่น ขณะที่เราติดต่อเข้าไปจะเป็นตัวเลือกรองๆ เป็นเรื่องหนักของเอสเอ็มอี ที่คิดจะเริ่มต้นธุรกิจใหม่ขึ้นมาให้เติบโตได้ รัฐน่าจะช่วยสนับสนุนและให้โอกาสแบรนด์ไทย ทำให้เอสเอ็มอีไทยโตได้ ภาษีที่ประเทศจะได้รับจากการดำเนินธุรกิจเหล่านี้ ก็จะนำไปพัฒนาประเทศให้เติบโตไปด้วยกันได้” นายอรรถกรกล่าว

