
เมื่อเดือนธันวาคม 2564 ผู้เขียนได้มีการกล่าวถึงเรื่องนี้ไว้แล้ว อย่างไรก็ตาม กสทช.ชุดใหม่ได้มีการเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา ประเด็นเรื่องการควบรวมยังคงเป็นประเด็นร้อนแรงที่ส่งผ่านจาก กสทช.ชุดเดิมมาสู่ชุดใหม่ การควบรวมประเด็นในรายละเอียดยังมีการถกแถลงกันอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นการควบรวมของผู้ให้บริการสองราย หรือเป็นแค่การควบรวมของบริษัทแม่ที่ทำการถือหุ้นของผู้ให้บริการสองราย อย่างไรก็ตาม ในบทความนี้ผู้เขียนอยากสะท้อนมุมมองส่วนตัวในประสบการณ์ด้านกิจการโทรคมนาคมที่มีอยู่
⦁การควบรวมทำให้เหลือผู้เล่นในตลาดลดลง ค่า HHI แย่ลง ผู้บริโภคมีทางเลือกน้อยลงต่อเนื่อง ส่งผลกระทบด้านลบต่อประเทศ?
ในมุมมองเรื่องนี้ผู้เขียนคิดว่าไม่สามารถใช้มุมมองเพียงมิติเดียวได้ เนื่องจากสภาพตลาดโทรคมนาคมกำลังเข้าสู่การเปลี่ยนแปลง โครงข่ายโทรคมนาคมกำลังจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญต่อการพัฒนาประเทศในภาคส่วนต่างๆ การมาถึงของ 5G ที่จะเข้ามาช่วยในเรื่องการทำ Digital Transformation ให้กับอุตสาหกรรมต่างๆ ที่มีสัดส่วน GDP สูงถึงเกือบ 40% สูงกว่าภาคการขนส่งการค้า การสื่อสาร และภาคการเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมการผลิตยานยนต์และชิ้นส่วน ที่จำเป็นต้องมีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงในการนำเอาเครื่องจักรชนิดใหม่ที่มีเรื่องของเทคโนโลยีสารสนเทศมากขึ้น เช่นเครื่องจักรที่มีความสามารถด้าน AI หรือการนำเอาเทคโนโลยี AR VR มาใช้ในเรื่องการทำ Digital Twin เพื่อใช้ในการแก้ปัญหาโรคระบาดในอนาคต ที่คนงานไม่จำเป็นที่จะต้องอยู่ในโรงงานพร้อมกันที่เดียวกัน
จากสภาพความเป็นจริงแล้วประเทศไทยมีการจัดสรรคลื่นความถี่ 5G มาเป็นเวลามากกว่าสองปีแล้ว ก่อนประเทศสิงคโปร์และมาเลเซีย แต่มาจนถึงทุกวันนี้การใช้งาน 5G ยังเป็นเพียงแค่ใช้ในตลาดผู้บริโภคทั่วไปในเรื่องบรอดแบนด์อินเตอร์เน็ตเท่านั้น ไม่ได้ต่างจากบริการ 4G ที่มีอยู่ การแข่งขันยังคงเป็นเพียงการแข่งขันด้านราคา และคุณภาพโครงข่ายของบรอดแบนด์สำหรับผู้บริโภคเท่านั้น ผู้ให้บริการขาดแรงจูงใจและความสามารถในการลงทุนในการยกระดับ 5G เพื่อเข้าสู่การเป็นโครงสร้างพื้นฐานในการยกระดับความสามารถดิจิทัลในภาคส่วนอุตสาหกรรมต่างๆ
ในมุมมองของผู้เขียนมองว่าความสำคัญของทางเลือกผู้บริโภคในตลาดบรอดแบนด์โทรศัพท์เคลื่อนที่ก็ยังมีความสำคัญอยู่ แต่ทั้งนี้ในส่วนการสร้างการแข่งขันให้มีการเร่งพัฒนา 5G ให้รองรับภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ก็มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน ทั้งนี้ กสทช.ซึ่งเป็นผู้กำกับดูแลควรมีการตระหนักถึงความสามารถการลงทุนในเรื่องนี้ของผู้ประกอบการจะมีความจำเป็นอย่างยิ่งด้วย หรือพูดอีกนัยหนึ่งได้ว่าการแข่งขัน 4G ยังคงต้องรักษาไว้ แต่การกระตุ้นให้มีการลงทุนพัฒนา 5G ก็มีความสำคัญด้วย ลำพังเพียงแค่การกำหนดให้มีการลงทุนโครงข่าย 5G ตามพื้นที่กำหนดเท่านั้นยังไม่พอ เพราะผลที่ผ่านมาสองปีก็ไม่สามารถบรรลุเจตจำนงของการยกระดับประเทศด้วยโครงข่าย 5G ได้
การกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมและการสื่อสาร อันเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับเศรษฐกิจต่างๆ ของประเทศ จำเป็นจะต้องมีมิติการมองผลประโยชน์ของประเทศเป็นตัวตั้ง ไม่ใช่มองแต่เพียงในมิติของประโยชน์ ผู้บริโภค อุตสาหกรรม หรือภาครัฐ อย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น แต่ควรเป็นการสร้างสมดุลของประโยชน์ทั้งสามด้านเป็นสำคัญ การแสวงหาคำตอบไม่ใช่มีแต่เพียงคำถามเดียว “ในประเด็นการอนุญาตให้ควบรวมหรือไม่?” แต่จำเป็นที่จะต้องมีคำตอบสำหรับคำถามอื่นต่อไป เช่น “เงื่อนไขการควบรวมควรจะต้องมีการกำหนดอย่างไรเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ในภาพรวม?” “การไม่ให้ควบรวมจะทำอย่างไรเพื่อให้มีการตื่นตัวในการเร่งการลงทุน 5G เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมของประเทศ?” ฯลฯ
⦁ปฐมบทแห่งปัญหาที่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมโทรคมนาคมและการสื่อสารของประเทศไทย
ผู้เขียนได้เคยเขียนเรื่องนี้ในหลายครั้งแล้วว่าปัญหาที่สำคัญคือแนวความคิดของการออกกฎหมายกำกับดูแลและการจัดสรรทรัพยากรของประเทศ เช่น พ.ร.บ.กสทช. 2553 ที่มีการแก้ไขหลายครั้งแล้ว แต่หลักการสำคัญยังไม่ได้รับการพิจารณา แนวความคิดการจัดสรรคลื่นความถี่ตาม พ.ร.บ.กสทช. ที่มีอยู่ยังคงแนวความคิดในเรื่องการจัดสรรความถี่เพื่อมุ่งเน้นการสร้างมูลค่าให้กับภาครัฐ (Maximize Asset Value) ยังปรากฏในมาตราต่างๆ ที่กำหนดให้การจัดสรรความถี่เพื่อการพาณิชย์เกือบทุกอย่างต้องนำไปสู่การประมูลที่ผู้ชนะต้องเสนอราคาให้มากที่สุดเท่านั้น ทั้งที่ควรจะอยู่บนแนวความคิดในการส่งเสริมให้ผู้คน องค์กรต่างๆ สามารถเข้าถึงทรัพยากรความถี่ได้มากที่สุด (Maximize Spectrum Access) บนความเป็นจริงที่ว่าความถี่เมื่อได้มากแล้วไม่สามารถนำมาใช้ได้เลย แต่จำเป็นจะต้องมีการลงทุนสร้างโครงข่าย อุปกรณ์ให้รองรับการนำความถี่มาใช้งาน การจัดสรรเพียงแค่มองที่มูลค่าความถี่แต่ไม่คำนึงถึงต้นทุนความถี่ที่ผู้ประกอบการจะต้องเป็นภาระ จนนำไปสู่การชะงักงันในการลงทุนสร้างโครงข่าย เป็นสิ่งที่ผู้กำกับดูแลจำเป็นจะต้องมีความรอบรู้ในการจัดการเรื่องนี้ เพื่อสร้างการเติบโตของธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานนี้
และเมื่อนั้นประโยชน์จะตกอยู่กับผู้บริโภคและภาครัฐอย่างแท้จริงและยั่งยืน ไม่อยู่บนความฉาบฉวยที่สนใจตัวเลขในการประมูลความถี่ให้ได้มากที่สุดเท่านั้น

