นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ปัจจุบันสถานการณ์น้ำท่วมในแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณ จ.พิษณุโลก จ.พิจิตร จ.กำแพงเพชร จ.สุโขทัยบางส่วนได้เข้าสู่ภาวะปกติแล้ว ส่วน อ.เมือง จ.นครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 1,550 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ต่อวินาที กรมชลฯได้รับน้ำเข้าระบบชลประทานเพื่อเก็บกักน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง และระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา 1,145 ลบ.ม.ต่อวินาที ทำให้บริเวณพื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำเจ้าพระยาด้านท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ในเขต อ.สรรพยา จ.ชัยนาท อ.อินทร์บุรี อ.เมือง จ.สิงห์บุรี อ.ไชโย อ.ป่าโมก จ.อ่างทอง ระดับน้ำลดลงต่ำกว่าตลิ่งและเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว ส่วนพื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำ ในบริเวณคลองโผงเผงและคลองบางบาล ตลาดเสนา อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่ยังคงมีน้ำเอ่อเข้าท่วมขังเป็นบางแห่ง แต่มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยกรมชลประทานได้วางมาตรการลดระดับน้ำในบริเวณดังกล่าว ด้วยการเพิ่มการระบายน้ำลงสู่แม่น้ำท่าจีน จาก 180 ลบ.ม.ต่อวินาที เป็น 181 ลบ.ม.ต่อวินาที โดยไม่ให้กระทบต่อพื้นที่การเกษตร ก่อนจะระบายน้ำลงสู่ทะเลตามลำดับ พร้อมกันนี้ยังได้เพิ่มการรับน้ำผ่านเข้าคลองชัยนาท-ป่าสัก จาก 180 ลบ.ม.ต่อวินาที เป็น 195 ลบ.ม.ต่อวินาที เพื่อระบายน้ำลงสู่พื้นที่ฝั่งตะวันออกตอนล่าง ซึ่งจะช่วยลดปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาได้อย่างรวดเร็ว ช่วยบรรเทาและลดผลกระทบต่อพื้นที่ลุ่มต่ำริมตลิ่งให้เข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด
“ส่วนสถานการณ์น้ำใน 4 เขื่อนหลักของลุ่มน้ำเจ้าพระยา จนถึงขณะนี้เข้าสู่ช่วงปลายฤดูฝนแล้ว พบว่าเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มีปริมาณน้ำเต็มอ่างฯ 960 ล้าน ลบ.ม. และเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน มีปริมาณน้ำเต็มอ่างฯ 937 ล้าน ลบ.ม. ส่วนเขื่อนสิริกิติ์ มีปริมาณน้ำ 7,629 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 80% ของความจุอ่างฯ และเขื่อนภูมิพลมีปริมาณน้ำ 6,710 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 50% ของความจุอ่างฯ ทั้งนี้ คาดการณ์ว่า ณ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2559 จะมีปริมาณน้ำใช้การได้ในช่วงฤดูแล้งปี 2559/60 รวมกันประมาณ 9,600 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งเพียงพอที่จะสนับสนุนการใช้น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค การเกษตร และรักษาระบบนิเวศในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาอย่างแน่นอน” นายทองเปลวกล่าว

