‘อาคม’ หวังจีดีพี ไตรมาส 2-4 ขยาย 5% ดันจีดีพีทั้งปี’66 โต 3.5% เชื่อมั่นทำได้

6.06.22 | 18:28 น.

‘อาคม’ หวังจีดีพี ไตรมาส 2-4 ขยาย 5% ดันจีดีพีทั้งปี’66 โต 3.5% เชื่อมั่นทำได้ หลังส่งออกโต ท่องเที่ยวฟื้น งบปี’66 ผ่านแล้ว

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวในระหว่างการปาฐกถา ในงาน Forbes Forum 2022 หัวข้อ “ Think Ahead Future Next” ว่า ขณะนี้อัตราดอกเบี้ยของทั่วโลกอยู่ในทิศทางขาขึ้น โดยดอกเบี้ยนโยบายของไทยนั้น ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังพยายามตรึงนโยบายดอกเบี้ยภายในประเทศ เพื่อสนับสนุนการเติบโต ดังนั้น นักลงทุนควรจะลงทุนในช่วงนี้ ที่อัตราดอกเบี้ยยังคงต่ำอยู่

ส่วน กรณีที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย แล้ว ธปท.จะปรับขึ้นดอกเบี้ยตามหรือไม่ เพื่อไม่ให้เงินไหลออกนั้น คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ซึ่งเป็นผู้กำหนดทิศทางอัตราดอกเบี้ยภายในประเทศ จะต้องพิจารณาให้เกิดความสมดุล ระหว่างการดูแลไม่ให้เงินไหลออกจากประเทศมากจนเกินไป กับการใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำ เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจให้สามารถฟื้นตัวได้อย่างเต็มที่

ทั้งนี้ ในปี 2565 การคาดการณ์การฟื้นตัวของเศรษฐกิจ มีการคาดการณ์จากหลายหน่วยงาน ที่คาดการณ์การขยายตัวต่ำสุดอยู่ที่ 2.5 % แต่โดยค่าเฉลี่ยที่มีการคาดการณ์จะอยู่ที่ 3.5 % ซึ่งในไตรมาสแรกของปี 2565 เศรษฐกิจไทยขยายตัวที่ 2.2 % เท่านั้น

หากต้องการให้เศรษฐกิจไทยทั้งปี 2565 ขยายตัวที่ 3.5 % ค่าเฉลี่ยการขยายตัวของเศรษฐกิจในไตรมาสที่เหลือของปีนี้จะต้องอยู่ที่ 5% โดยมีปัจจัยหนุนที่สำคัญ คือ การส่งออกที่ตั้งเป้าหมายจะให้เติบโตได้ถึง 10% ขณะเดียวกันยังได้รับอานิสงส์จากโควิด-19 ที่คลี่คลาย การท่องเที่ยวเริ่มกลับมาฟื้นตัวได้ดี และการใช้จ่ายที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

Advertisement

รวมถึงการพิจารณาร่างงบประมาณปี 2566 ที่ผ่านวาระแรกไปแล้ว และขณะนี้อยู่ในชั้นของกรรมาธิการพิจารณา เชื่อว่าจะเป็นสิ่งที่สร้างความมั่นใจว่าภาครัฐยังมีการใช้จ่ายและการลงทุนอย่างต่อเนื่อง และเป็นส่วนสำคัญผลักดันการขยายตัวของเศรษฐกิจในปี 2565 และปี 2566

“เชื่อว่ามีเป็นไปได้ที่เศรษฐกิจไทยจะโตได้ทุกไตรมาสหลังจากนี้คือ 5% เราต้องมองโลกในแง่ดีด้วย ตอนนี้โควิด-19 กำลังจะไปจาก แต่คงไม่ได้ไปทั้งหมด ขณะที่ระดับการใช้จ่ายเริ่มเพิ่มขึ้น เห็นได้จากไตรมาสแรกที่ขยายตัวได้ดีถึง 3.9% ส่วนหนึ่งจากมาตรการคนละครึ่งในระยะที่ 4 ที่เปิดกว้างถึง 30 ล้านคน ซึ่งช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายได้ค่อนข้างมาก” นายอาคมกล่าว

อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยที่ต้องติดตาม คือ ความไม่แน่นอนของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ราคาอาหารสูงขึ้น รวมถึงสงครามระหว่างยูเครนและรัสเซียที่ยังต้องติดตาม

“3 เรื่องที่เราอยากจะให้เกิด คือ 1.การเติบโต 2.เสถียรภาพ และ 3.การลดความเหลื่อมล้ำ ซึ่งเป็นสามโจทย์ที่ยากมาก เพราะเราต้องการเติบโตสูง แต่เสถียรภาพเงินเฟ้อตอนนี้ล่าสุด 7.1% เรารับได้ไหม หนทางที่ดีคือต้องบาลานซ์ ด้านนโยบายการเงินการคลังก็ต้องทำอย่างสอดประสานกันด้วย” นายอาคมกล่าว

อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่า ในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิดที่ผ่านมา ส่งผลให้ไทยจำเป็นต้องกู้เงิน เพื่อช่วยเหลือ เยียวยาดูแลผู้ที่ได้รับผลกระทบดังกล่าว รวม 1.5 ล้านล้านบาท สิ่งที่เป็นโจทย์ของรัฐ คือ การรักษาวินัยการเงินการคลัง ดังนั้นหลังจากนี้เชื่อว่าการใช้จ่ายโดยเฉพาะของภาครัฐจะไม่เหมือนเดิม เพราะมีเงื่อนไขคือการใช้หนี้จากเงินกู้ และการสร้างรายได้ให้เพิ่มขึ้นกับประเทศ นอกเหนือจากภาคการส่งออกและท่องเที่ยว

“นโยบายสำคัญที่หลายประเทศจะเร่งดำเนินการรวมถึงไทย คือการปรับโครงสร้าง การจัดเก็บรายได้ โดยเฉพาะการหาฐานภาษีใหม่ การจัดเก็บภาษีใหม่ๆ โดยสิ่งที่อยู่ระหว่างการดำเนินการขณะนี้ คือการจัดเก็บภาษีแพลตฟอร์มต่างๆ เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมและเป็นธรรม” นายอาคมกล่าว