ยักษ์อสังหาฮ่องกง ไม่กังวลการเมืองไทย ผนึก ”เพอร์เฟค” ลงทุนบ้านหรูต่อเนื่อง
วันที่ 8 มิถุนายน นายวงศกรณ์ ประสิทธิ์วิภาต กรรมการผู้จัดการบริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า มูลค่ารวมตลาดบ้านเดี่ยวระดับไฮเอนด์ในปี 2565 อยู่ที่ 127,888 ล้านบาท เติบโตจากปีที่แล้วมีมูลค่า 121,574 ล้านบาท โดยเพอร์เฟคตั้งเป้ามียอดขาย 13,960 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 11% มีโครงการเลค เลเจนด์”บ้านเดี่ยวซูเปอร์ลักชัวรี่ติดทะเลสาบ 100 ไร่ ที่ร่วมทุนกับฮ่องกง แลนด์ ซึ่งเปิดขาย 2 โครงการเป็นโครงการไฮไลท์ โดยโครงการเลค เลเจนด์ แจ้งวัฒนะ มีเนื้อที่ 130 ไร่ จำนวน 179 ยูนิต ระดับราคา 26-100 ล้านบาท มูลค่าโครงการ 6,000 ล้านบสม มียอดขายแล้ว 1,000 ล้านบาท ส่วนเลค เลเจนด์ บางนา-สุวรรณภูมิ มีเนื้อที่ 183 ไร่ จำนวน 127 ยูนิต ระดับราคาเริ่มต้น 42-100 ล้านบาท มูลค่าโครงการ 6,300 ล้านบาท มียอดขายแล้ว 1,000 ล้านบาท
“ผลตอบรับจากลูกค้าค่อนข้างดี หลังเปิดพรีเซลไป ลูกค้าที่มาซื้อมีทั้งเป็นคนไทยและนิติบุคคลที่เป็นคนจีนร่วมกับคนไทย คาดว่าจะปิดการขายทั้ง 2 โครงการได้จะใช้เวลาประมาณ 4-5 ปีและจะร่วมกับฮองกงแลนด์นำที่ดินยังเหลือแต่ละโครงการรวม 180 ไร่ พัฒนาเฟสต่อไปในปี 2566-67 ”นายวงศกรณ์กล่าว
นายวงศกรณ์กล่าวว่า สำหรับภาวะเงินเฟ้อ ราคาน้ำมันและราคาวัสดุก่อสร้างที่ปรับตัวสูงขึ้น กระทบต้นทุนบ้านเพิ่มขึ้นประมาณ 3-4% และมีผลต่อราคาบ้านทุกระดับปรับขึ้น 5% คาดว่าทุกบริษัทจะทยอยปรับราคาขึ้นตั้งแต่เดือนมิถุนายน-กรกฎาคม 2565 ซึ่งผู้ที่ต้องการซื้อบ้านต้องรีบตัดสินใจซื้อก่อนราคาจะปรับขึ้นมากกว่านี้
“ปีนี้บริษัทตั้งเป้ายอดขายอยู่ที่ 16,500 ล้าน ปัจจุบันมียอดขายแล้ว 7,000-8,000 ล้านบาท และคาดว่าจะมีรายได้จากการขายที่ดิน 2 แปลง มูลค่า 4,000 ล้านบาทเข้ามาในปีนี้ ที่รัชดาภิเษกใกล้สถานีศูนย์วัฒนธรรม ม 2,000 ล้านบาท และที่ดินรามอินทรา 60 ไร่ ใกล้รถไฟฟ้าสายสีชมพู 2,000 ล้านบาท ซึ่งอยู่ระหว่างการเจรจาซื้อขายกับนักธุรกิจไทยและต่างชาติ”นายวงศ์กรณ์กล่าว
นายวิลเลียม เจมส์ พาร์ค ไบร์ท ผู้อำนวยการบริษัท เอชเคแอล (ไทย ดีเวลลอปเม้นท์) จำกัด กล่าวว่า ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ของไทยยังขยายตัว โดยเฉพาะตลาดลักชัวรี่ที่หลังเกิดโควิดมีลูกค้ามาซื้อบ้านหลังใหญ่มากขึ้น และบริษัทยังมีความมั่นใจลงทุนในประเทศไทยอย่างต่อเนื่องเพราะเมื่อ 4 ปีที่แล้วได้ซื้อที่ดินเพื่อรอการพัฒนาโครงการไว้แล้ว
“ประเมินปัจจัยเสี่ยงเศรษฐกิจไทยอยู่ที่สถานการณ์โลก ภาวะเงินเฟ้อที่สูงขึ้น และสงครามรัสเซียกับยูเครนที่ยังยืดเยื้อ ส่วนเสถียรภาพการเมืองยังไม่น่ากังวลมากนัก”นายวิลเลียมกล่าว

