ส่องมุมมอง เสียงมติ กนง. ไม่เป็นเอกฉันท์ คงดอกเบี้ย 0.50%
เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน นางสาวรุ่ง สงวนเรือง ฝ่ายส่งเสริมธุรกิจโกลบอลมาร์เก็ตส์ กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงมติการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 0.50% ซึ่งเป็นการคงอัตราดอกเบี้ยครั้งที่ 16 ติดต่อกัน ท่ามกลางคะแนนเสียงไม่เป็นเอกฉันท์ โดยคณะกรรมการ 3 ใน 7 ราย ลงคะแนนสนับสนุนให้มีการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็น 0.75% โดยที่ กนง. ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวดีเกินที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้า
เนื่องจากอุปสงค์ภายในที่เพิ่มขึ้นและการกลับมาของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีแนวโน้มเชิงบวก จากถ้อยแถลงของ กนง. อัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง สืบเนื่องจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นและการส่งผ่านต้นทุนที่เพิ่มขึ้น โดย กนง. ได้ปรับคาดการณ์จีดีพีปี 2565 ขยายตัว 3.3% และ ปี 2566 ขยายตัว 4.2% จากเดิมคาดไว้ 3.2% และ 4.4% จากการบริโภคภาคเอกชนที่ฟื้นตัวดีกว่าคาด และสัญญาณของการฟื้นตัวในภาคแรงงานและรายได้ครัวเรือน เงินเฟ้อทั่วไปปี 2565 ปรับขึ้นเป็น 6.2% และเป็น 2.5% ในปี 2566 จากเดิมคาดว่าจะอยู่ที่ 4.9% และ 1.7% ตามลำดับ
นางสาวรุ่ง กล่าวว่า จากมติที่ไม่เป็นเอกฉันท์ของ กนง.ส่งผลให้เงินบาทแข็งค่าเล็กน้อยในช่วงแรกก่อน พลิกอ่อนค่า มาที่ 34.51 บาทต่อเหรียฯสหรัฐ ช่วงท้ายตลาด อย่างไรก็ดี ค่าเงินบาทนั้นมีการอ่อนค่ากว่า 3.3% ในปีนี้ ท่ามกลางราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นและความคาดหวังของตลาดต่อการลดสภาพคล่องจากระบบของเฟด โดย กนง. มีความเห็นว่าค่าเงินบาทนั้นมีการเคลื่อนไหวสอดคล้องกับสกุลเงินอื่นๆ ในภูมิภาค และจะยังคงติดตามพัฒนาการและความผันผวนของตลาดการเงินโลกและไทยอย่างใกล้ชิด
ทั้งนี้ กนง. มีกำหนดการประชุมรอบถัดวันที่ 10 สิงหาคม ซึ่ง ถ้อยแถลงของ กนง. ครั้งนี้ บ่งชี้ถึงการปูทางไปสู่การปรับนโยบายการเงินสู่ภาวะปกติ กนง. นั้นแสดงความกังวลต่อความกดดันด้านราคาในวงกว้างที่มากขึ้น ควบคู่ไปกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ดังนั้น การกำหนดนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายจะมีความจำเป็นลดลงในระยะข้างหน้า ซึ่งผิดความคาดหมายของเรา เนื่องจากเมื่อเร็วๆ นี้ทางการเพิ่งจะแสดงความเห็นเกี่ยวกับการเติบโตของเศรษฐกิจที่ยังคงส่อแววเปราะบาง
“กรุงศรี มีความเห็นว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคล่าสุด ความกดดันจากประเทศต่างๆ และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการไหลของเงินทุนนั้นล้วนมีส่วนต่อการสื่อสารของ กนง. ในวันนี้ สืบเนื่องจากสถานการณ์เงินเฟ้อในปัจจุบัน และจุดยืนของ กนง. ด้านนโยบายที่เปลี่ยนไป เรากำลังจะก้าวเข้าสู่วัฏจักรการปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็นครั้งแรกภายในครึ่งหลังของปีนี้” นางสาวรุ่ง กล่าว
ด้าน นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทยและประธานคณะกรรมการยุโรปสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ผลการประชุม กนง.มีมติคงดอกเบี้ย 0.5% ซึ่งเป็นไปตามการคาดการณ์ เนื่องจาก กนง. คงพิจารณาถึงภาพรวมเศรษฐกิจที่ฟื้นฟูต่อเนื่อง และระดับเงินเฟ้อว่าสูงขึ้นในระดับใด เมื่อเปรียบเทียบแล้วต้องพิจารณาถึงกำลังซื้อผู้บริโภค อัตราแลกเปลี่ยน แม้ประเทศไทยมีเงินเฟ้อ แต่เงินเฟ้อที่เกิดขึ้นนั้นอาจพุ่งสูงเป็นบางช่วง ปัจจัยหลักที่เงินเฟ้อสูงคือราคาพลังงานปรับตัวต่อเนื่อง รวมถึงต้นทุนวัตถุดิบต่างๆ ที่นำเข้าปรับตัวสูง ทั้งนี้ เนื่องจากไทยเป็นประเทศผู้ผลิตอาหารเป็นหลักทำให้มีความแตกต่างจากประเทศอื่น เพราะต่างประเทศที่อัตราเงินเฟ้อสูงมาจากปัญหาเรื่องอาหาร แต่ไทยมีปัญหาเรื่องค่าพลังงานสูง จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้คาดว่าเงินเฟ้ออาจสูงขึ้นเพียงช่วงสั้น
“หากมีกรณีที่เงินเฟ้อพุ่งสูงจนต้องใช้มาตรการทางการเงินเข้ามาช่วยเหลือ แต่ถึงอย่างไรการใช้มาตรการมีทั้งผลบวกและผลลบ ดังนั้น ช่วงที่ผ่านมาเงินเฟ้อไทยอยู่ในช่วงต่ำมาโดยตลอด จึงคาดว่าเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขณะนี้อาจเป็นแค่ช่วงสั้น เมื่อสถานการณ์ภายนอกลดลง เงินเฟ้ออาจปรับลดลงมาเช่นกัน หากปรับขึ้นดอกเบี้ยในเศรษฐกิจกำลังฟื้นตัว และปรับดอกเบี้ยเร็วและทันที ทำให้ภาคเอกชนได้รับผลกระทบมาก และทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวได้” นายวิศิษฐ์ กล่าว
ขณะที่ นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์กรนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย (อีคอนไทย) กล่าวว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะยังคงดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.5% แม้เงินเฟ้อของไทยสูงถึง 7.1% กนง.คงไม่ออกมาตรการปรับดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ เนื่องจากปัญหาเงินเฟ้อไทยมาจากปัญหาภายนอกประเทศ โดยเฉพาะราคาพลังงานปรับสูงขึ้น กระทบเศรษฐกิจฟื้นตัวช้า จากจีดีพีไตรมาส 1/2565 ขยายตัว 2.2% ดังนั้น หากปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายยังไม่สามารถใช้มิติทางเศรษฐศาสตร์มาอธิบายได้ หาก กนง. ปรับขึ้นดอกเบี้ยอาจไม่ได้ช่วยแต่จะเป็นการเพิ่มภาระในเศรษฐกิจกำลังฟื้นตัว
“ดอกเบี้ยกลายเป็นปัญหาใหญ่ระดับโลก เนื่องจากโลกตอนนี้เกิดวิกฤติเงินเฟ้อ เป็นปัญหาที่เกิดจากหลายปัจจัย อาทิ ราคาพลังงาน การชะงักงันหรือสะดุดของห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงอัตราแลกเปลี่ยนปรับตัวสูงขึ้นจากสกุลเงินบาทอ่อนค่าต่อเนื่อง ปัจจัยดังกล่าวยังเป็นสิ่งกระตุ้นที่ทำให้สินค้าเกิดราคาแพง ส่งผลต่อค่าครองชีพสูงเป็นภาระที่ประชาชนแบกรับ ซึ่งการแก้ปัญหาโดยการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอาจไม่ใช้การแก้ปัญหาที่ดีเพราะจะส่งผลให้ผู้ประกอบการมีหนี้เพิ่มด้วย อาจส่งผลให้เศรษฐกิจชะลอตัวลง ดังนั้น กนง.จะยังคงดอกเบี้ยไว้เท่าเดิมเพื่อประคองเศรษฐกิจในภาวะเปราะบาง” นายธนิต กล่าว

