บูสเตอร์ท่องเที่ยว
จัดโปรปลุกคึก-ฟื้นชีพศก.
แม้ในปัจจุบันนี้เศรษฐกิจไทยเริ่มเห็นทิศทางการฟื้นตัว แต่จากปัจจัยที่รุมเร้า ทั้งภายในประเทศไม่ว่าเรื่องของหนี้ครัวเรือน เงินเฟ้อ และรวมถึงปัจจัยภายนอก จากต่างประเทศอย่าง สงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครน ส่งผลกระทบต่อทั่วโลก รวมถึงไทยได้รับผลกระทบจากปัญหาราคาน้ำมันแพงขึ้น และอาจส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออก ที่เป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ
ดังนั้น จะฝากความหวัง พึ่งพา เฉพาะแต่การค้าระหว่างประเทศอย่างเดียวคงไม่ได้ ต้องมีเครื่องยนต์เสริม
การท่องเที่ยวที่เคยสร้างรายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำให้กับประเทศ ก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่อาจช่วยประคับประคองการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยได้
ทั้งนี้ ภายหลังจากสถานการณ์โควิด-19 เริ่มดีขึ้น มีการเปิดประเทศอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อให้นักท่องเที่ยวหรือนักลงทุนเข้ามาได้แล้ว รัฐบาลจึงได้เร่งผลักดันภาคการท่องเที่ยวให้กลับมาเป็นความหวังในการเพิ่มรายได้ให้กับประเทศอีกครั้งหนึ่งด้วย
จากความคาดหวังดังกล่าว นำมาสู่การเดินหน้าหามาตรการเป็นประโยชน์กับภาคการท่องเที่ยว
ล่าสุดเมื่อวันที่ 10 มิถุนายนที่ผ่านมา นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) หารือร่วมกับผู้ประกอบการเอกชน เพื่อเสนอแนวทางปลดล็อก เดินหน้าเปิดประเทศอย่างเต็มรูปแบบ
ข้อเสนอหลักภาคเอกชน คือ ยกเลิกระบบไทยแลนด์พาส ขอให้มีผลวันที่ 1 กรกฎาคม 2565 ส่วนข้อกังวลด้านการตรวจสอบประวัติการฉีดวัคซีนนักท่องเที่ยวต่างชาติ มองว่าความจริงแล้ว สามารถตรวจสอบผ่านขั้นตอนก่อนเดินทางได้ อาทิ การแสดงวัคซีน พาสปอร์ต ต่อสายการบินในขั้นตอนการเช็กอินก่อนขึ้นเครื่องบิน ส่วนเอกสารการทำประกัน เสนอให้แสดงผ่านแพลตฟอร์มอื่นที่สะดวกกว่าแทน ไม่จำเป็นต้องกำหนดให้ผ่านระบบไทยแลนด์พาสเท่านั้น
ททท.รวบรวมข้อมูลทั้งหมด ทำรายละเอียดเพื่อเสนอต่อที่ประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) ชุดใหญ่ มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน วันที่ 17 มิถุนายนนี้
การหารือร่วมกันในครั้งนี้ ถือเป็นครั้งสุดท้าย เพื่อนำเสนอสิ่งที่ต้องการให้รัฐบาลช่วยปลดล็อก และเปรียบเทียบเหมือนเป็นการยอมทุบหม้อข้าวตัวเอง เพื่อให้ภาคการท่องเที่ยวไทยสามารถกลับมาเดินหน้าได้เร็วที่สุดเป็นเครื่องยนต์พยุงเศรษฐกิจ ควบคู่กับการส่งออก
นายยุทธศักดิ์ กล่าวว่า ประเด็นที่จะเสนอ ศบค. คือ ขอให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมวีซ่า มีผลวันที่ 1 กรกฎาคม-31 ธันวาคม 2565 ทั้งวีซ่านักท่องเที่ยว (Tourist Visa) ค่าธรรมเนียม 1,000 บาทต่อคน และวีซ่าหน้าด่าน (Visa on Arrival : VoA) ค่าธรรมเนียม 2,000 บาทต่อคน เพื่อสนับสนุนนโยบายของรัฐบาล ประกาศว่า ปี 2565-2566 ถือเป็นปีของการส่งเสริมท่องเที่ยวไทย เสนอขยายระยะเวลาพำนักระหว่างท่องเที่ยวในไทยเป็นสูงสุด 45 วัน ทั้งฟรีวีซ่า ผ.30 (แก่ 56 ประเทศ) และวีซ่าหน้าด่าน หรือ Visa on Arrival (VoA) รวมถึงชะลอจัดเก็บค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยวภายในประเทศของนักท่องเที่ยวต่างชาติ หรือค่าเหยียบแผ่นดิน อัตราคนละ 300 บาท ตามที่นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา ตัดสินใจชะลอการจัดเก็บออกไปก่อน
รวมถึงมีข้อเสนอให้ยกเลิกการบังคับสวมหน้ากากอนามัยทั้งในอาคารและที่โล่งแจ้งแก่ทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติ แต่ยังคงคำแนะนำให้สวมใส่ได้ ขึ้นกับการตัดสินใจส่วนบุคคลหรือองค์กรนั้นๆ อาทิ สถานประกอบการต่างๆ อาจให้พนักงานยังคงสวมหน้ากากอนามัยอยู่ เพื่อความปลอดภัยของตัวพนักงานเอง รวมถึงหากอยู่ในพื้นที่แออัด หรือผู้คนหนาแน่นด้วย พร้อมเสนอให้ยกเลิกการวัดอุณหภูมิก่อนเข้าสถานที่ต่างๆ และเสนอขยายเวลาการเปิดให้บริการของเศรษฐกิจภาคกลางคืน อาทิ สถานบันเทิง ผับ บาร์ เปิดได้แบบเต็มเวลามากขึ้น
นอกจากนี้ ททท.อยู่ระหว่างการจัดทำรายละเอียด เพื่อเสนอศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจ (ศบศ.) ของบประมาณส่งเสริมการท่องเที่ยวเพิ่มเติม โดยจะนำงบมาใช้ใน 2 ส่วน ได้แก่ 1.เดินหน้าโรดโชว์ท่องเที่ยวไทยในประเทศต่างๆ
โดยเฉพาะตลาดที่มีศักยภาพ และมีจำนวนประชากรมาก และ 2.การจัดทำตลาดร่วมกับสายการบิน ผู้ประกอบการท่องเที่ยว และโรงแรม เพื่อให้มีเที่ยวบินเพิ่มขึ้น เนื่องจากตอนนี้ปัญหาของเที่ยวบินยังไม่เพียงพอ เป็นเพราะจำนวนที่นั่งยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ จึงต้องสร้างความมั่นใจให้ผู้ประกอบการสายการบิน ผ่านอัตราการบรรทุกไม่ต่ำกว่า 70-80% แน่นอน รวมถึงจากการประเมิน พบว่าความต้องการ (ดีมานด์) ในการเดินทางท่องเที่ยวไทยยังมีอยู่ แต่เที่ยวบินยังมีไม่เพียงพอต่อการเดินทาง
ส่วนงบประมาณที่ ททท.จะเสนอขอเพิ่ม จะเป็นจำนวนกี่ร้อยล้าน หรือจำนวนเท่าไหร่ ยังอยู่ระหว่างจัดทำแผนอยู่ เป็นงบใช้ “บูสเตอร์ท่องเที่ยว” เพื่อแก้ไขจุดอ่อน โดยจะนำไปทำตลาดร่วมกับสายการบินต่างๆ เพื่อให้เพิ่มเที่ยวบินเข้าประเทศไทยเหมือนในช่วงปกติ และนำไปจัดทำโรดโชว์ในตลาดต่างๆ เพิ่มเติม อาทิ อินโดนีเซีย ออสเตรเลีย และกลุ่ม 5 ประเทศ หรือท็อป 5 เข้ามาไทยสูงสุด ได้แก่ จีน มาเลเซีย ลาว รัสเซีย เกาหลีใต้ โดยมั่นใจว่าจะเพิ่มจำนวนเป้าหมายนักท่องเที่ยวต่างชาติมาไทยในปี 2565 ได้เกิน 10 ล้านคน สูงกว่าเป้าเดิมที่ตั้งไว้ 7-10 ล้านคน
ขณะที่ภาพรวมการท่องเที่ยวไทยในปี 2565 ททท.ได้วางเป้าหมายการฟื้นตัวของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ อยู่ที่ 50% เทียบกับปี 2562 และปี 2566 รายได้ของตลาดต่างชาติจะต้องฟื้นตัวกลับมาถึง 80% ภายใต้จำนวนฟื้นคืนมา 50% ทำให้อย่างช้าสุดตลาดต่างชาติจะฟื้นคืนมาในปี 2567 แต่ ททท.ก็พยายามให้กลับมาทันทีในปี 2566 เพราะประเมินตอนนี้ เชื่อว่าธุรกิจถึงจุดต้องฟื้นตัวกลับมาแล้ว
สอดคล้องกับการประเมินของศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ธนาคารกรุงไทย ระบุว่า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่อง จะขยายตัวในปี 2565 และ 2566 ที่ 3.3% และ 4.2% ตามลำดับ จากการบริโภคภาคเอกชนที่ฟื้นตัวดีกว่าคาดมากโดยเฉพาะในหมวดบริการ รวมถึงจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากการเปิดประเทศของไทยและ
ต่างประเทศเร็วขึ้น
อย่างไรก็ดี คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติมีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง หลังจากภาครัฐเปิดประเทศเมื่อ 1 พฤษภาคมที่ผ่านมา จะทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติครึ่งปีหลังเพิ่มขึ้นในกรอบ 23-32% ของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2562 เทียบกับครึ่งปีแรก มีเพียง 9-10% ของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2562 ส่งผลให้คาดการณ์ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งปี 2565 จะอยู่ในช่วง 6.4-8.3 ล้านคน หากนักท่องเที่ยวต่างชาติในช่วงเดือนมิถุนายน และกรกฎาคมนี้ เพิ่มขึ้นตามคาดหรือมากกว่า จะเป็นการสะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยมีสัญญาณการฟื้นตัวชัดเจนยิ่งขึ้น
ด้าน นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เห็นว่า นอกจากภาคการส่งออกแล้ว ไทยยังมีเครื่องยนต์ตัวที่สองของไทย คือ ภาคการท่องเที่ยวเคยหยุดไปกว่า 2 ปี เริ่มกลับมารับเปิดประเทศอย่างเต็มรูปแบบ คาดว่าช่วงครึ่งปีหลังจะมีนักท่องเที่ยวเข้าไทยอย่างน้อย 1 ล้านคนต่อเดือน ฉะนั้น เป้าหมายดึงนักท่องเที่ยวกว่า 6 ล้านคน เข้าไทยในปี 2565 มีความเป็นไปได้ หากนักท่องเที่ยวกลับมาเร็วและจำนวนมาก อาจมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทยกว่า 6-8 ล้านคน
เครื่องยนต์ตัวนี้จะมีส่วนช่วยเติมเม็ดเงิน กำลังซื้อ และการจ้างงาน ช่วยให้ภาคการท่องเที่ยวที่มีผู้เกี่ยวข้องจำนวนมาก มีเม็ดเงินไหลเวียนเข้าสู่ระบบ รวมถึงช่วยลดการสนับสนุนด้านการเงินการคลังของภาครัฐลงได้อีกด้วย

