หน้าแรก เศรษฐกิจ ภาค ปชช.ถก ก....

ภาค ปชช.ถก ก.พลังงาน เรียกร้องปรับสูตรน้ำมันขายปลีก-หน้าโรงกลั่น หวังกดราคาหน้าปั๊มลง 3 บาท

13.06.22 | 11:35 น.

ภาค ปชช.ถก ก.พลังงาน เรียกร้องปรับสูตรน้ำมันขายปลีก-หน้าโรงกลั่น หวังกดราคาหน้าปั๊มลง 3 บาท พร้อมเรียกร้องปรับสูตรก๊าซหุงต้มกลับไปใช้สูตรยุคก่อนปฏิวัติ

 

-ชงปรับสูตรขายปลีก-หน้าโรงกลั่น

 

นายอิฐบูรณ์ อ้นวงษา รองเลขาธิการสภาองค์กรของผู้บริโภค เปิดเผยว่า สัปดาห์ที่ผ่านมา ได้ร่วมกับกลุ่มผีเสื้อกระพือปีก ประชุมร่วมกับ นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน เพื่อร่วมกันหาทางออกปัญหาราคาพลังงานแพงด้วยการปรับโครงสร้างการคำนวณให้เหมาะสมเพื่อลดผลกระทบกับประชาชน โดยหารือทั้งเรื่องราคาน้ำมันและราคาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) โดยทางนายกุลิศมอบหมายให้สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ไปพิจารณารายละเอียดทั้งหมด ในส่วนของราคาน้ำมัน ประชาชนเดือดร้อนอย่างหนัก แม้เป็นผลมาจากการปรับขึ้นของราคาตลาดโลก แต่สามารถลดผลกระทบชั่วคราวได้ โดยกลุ่มได้เสนอภาครัฐให้พิจารณาขอความร่วมมือกับเอกชน ผู้ค้าน้ำมันปรับหลักการคำนวณราคาขายปลีกหน้าปั๊มจากการอิงราคาน้ำมันตลาดสิงคโปร์ 2 วันย้อนหลัง เป็น 14 วันย้อนหลัง

 

Advertisement

นายอิฐบูรณ์กล่าวว่า ส่วนราคาหน้าโรงกลั่นน้ำมัน ได้เสนอให้ขอความร่วมมือผู้ค้าน้ำมันชั่วคราวจำกัดค่าการกลั่นเป็นไม่เกิน 1.50 บาทต่อลิตร เป็นการช่วยเหลือประชาชนในยามวิกฤตเท่านั้น เพราะจะเห็นได้ว่าในช่วงไตรมาส 2 (เมษายน-มิถุนายน) ปีนี้ ค่าการกลั่นสูงถึง 5 บาทต่อลิตร จากที่ไตรมาส 1 (มกราคม-มีนาคม) ได้ราว 1.00-2.00 บาทต่อลิตร ซึ่งทางกลุ่มเข้าใจถึงสถานการณ์การขาดทุนของโรงกลั่นน้ำมันในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ปี 2563 ที่ขาดทุนรวมกัน 3 หมื่นล้านบาท แต่ในปี 2564 เริ่มฟื้นตัวมีกำไร และปีนี้มีกำไรสูงมาก ดังนั้นในภาวะเช่นนี้น่าจะมาแบ่งปันทุกข์และสุขกับประชาชนร่วมกัน

 

-วอนรัฐเลื่อนยูโร5ช่วยโรงกลั่น

 

นายอิฐบูรณ์กล่าวว่า กรณีที่โรงกลั่นระบุว่าจำเป็นต้องใช้กำไรเพื่อลงทุนด้านการปรับปรุงโรงกลั่น 5 หมื่นล้านบาท เพื่อปรับปรุงคุณภาพน้ำมันที่ดีขึ้น ดูแลสิ่งแวดล้อม ตามข้อกำหนดมาตรฐานยูโร 5 ในปี 2567 ทางกลุ่มได้เสนอขอให้รัฐบาลเลื่อนการบังคับใช้ไปก่อน เพราะด้วยภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ และหากเทียบมาตรฐานน้ำมันในอาเซียนแล้ว จะเห็นได้ว่ามาตรฐานไทยสูงกว่าอยู่แล้ว ไม่จำเป็นเป็นต้องเร่งเป็นยูโร 5

 

“ช่วงนี้การดูแลปากท้องประชาชนน่าจะเป็นเรื่องสำคัญที่สุด และบ้านเราน้ำมันผสมเชื้อเพลิงชีวภาพได้สร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีอยู่แล้ว ดังนั้นน่าจะเลื่อนบังคับใช้ยูโร 5 ไปก่อน ต้นทุนเหล่านี้ล้วนมาส่งต่อให้ประชาชนทั้งสิ้น และภาวะวิกฤตเช่นนี้น่าจะทบทวนโครงสร้างราคาพลังงานทั้งหมด และในต่างประเทศ อาทิ ประเทศเยอรมนีได้ดูเรื่องค่าการกลั่น มีการเก็บภาษีลาภลอยนำมาช่วยประชาชน “ นายอิฐบูรณ์ กล่าว

 

-จี้ใช้โครงสร้างแอลพีจีก่อนปฏิวัติ

 

นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ คณะทำงานเพื่อราคาพลังงานที่เป็นธรรม (ภาคประชาชน) กล่าวว่า ทางกลุ่มเสนอ ให้ยกเลิกโครงสร้างราคาแอลพีจี หรือ ก๊าซหุงต้มในปัจจุบัน และย้อนกลับไปใช้โครงสร้างราคาช่วงก่อนการปฏิวัติ ก่อนที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยขอให้ใช้ราคาหน้าโรงแยกก๊าซ ที่ 333 เหรียญสหรัฐต่อตัน และให้ยกเลิกสูตรราคา ณ โรงกลั่นน้ำมันและโรงอะโรเมติก ณ ปัจจุบัน และให้กำหนดราคา ร้อยละ 24 ของราคาโรงแยกที่ 333 เหรียญสหรัฐต่อตัน + ร้อยละ 76 ของราคาตลาดโลก(CP) ตามมติเดิมของ คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เมื่อ 30 ธันวาคม 2553 ส่วนที่มีการนำเข้าให้อ้างอิงราคาตลาดโลก (CP) + ค่าใช้จ่ายในการนำเข้า โดยมติ คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) 23 พฤษภาคม 2551 ซึ่งมีผลบังคับใช้เริ่ม 1 เมษายน 2551 ตามเดิม พร้อมทั้งควรกำหนดราคาจัดหา ณ คลังก๊าซใหม่ แบบเฉลี่ยราคาแบบถ่วงน้ำหนักจากแหล่งผลิต

 

“จากการแก้ไขโครงสร้างราคาก๊าซหุงต้ม มาเป็นอัตราปัจจุบัน ทำคนไทยต้องใช้ก๊าซหุงต้มในราคาตลาดโลกบวกค่าใช้จ่ายสมมุติว่านำเข้าจากประเทศซาอุดีอาระเบีย ทำให้ราคาสูงขึ้น หากย้อนข้อมูลทางสถิติของกระทรวงพลังงานปี 2564 ประมาณการผลิตก๊าซหุงต้มได้มาจากโรงแยกก๊าซ ประมาณ 54% และผลพลอยได้จากการกลั่นน้ำมันประมาณ 37% นำเข้าเพียง 9% เราสามารถผลิตได้เองในประเทศเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้น ราคาขายปลีกที่อ้างอิงราคาตลาดโลกเป็นการสร้างภาระให้ประชาชน และ กองทุนน้ำมันฯต้องนำเงินจากผู้ใช้น้ำมันมาชดเชยราคาก๊าซหุงต้นประมาณ 3.3 หมื่นล้าน” นายปานเทพกล่าว