เอ็กซิมแบงก์ ห่วงเอสเอ็มอีไทยเปราะบาง-ขาดภูมิคุ้มกัน ผุดโมเดลช่วย สินเชื่อดอก4.5%
นายรักษ์ วรกิจโภคาทร กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (เอ็กซิมแบงก์) กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อสร้างภูมิคุ้มกันประเทศไทย ว่า การสร้างภูมิคุ้มกันให้กับ SMEs ไทย ซึ่ง SMEs ไทยยังเปราะบางและขาดภูมิคุ้มกัน โดย SMEs จำนวน 3.18 ล้านราย ซึ่ง 1 ใน 3 เข้าถึงแหล่งเงินทุน 1 ใน 4 อยู่ในระบบ ที่จดทะเบียนนิติบุคคลจำนวน 8 แสนราย 1 ใน 100 เป็นผู้ส่งออกได้เพียง 22,285 ราย และ 1 ใน 3 ของ SMEs Exporter เป็นจำนวนที่ไม่ขยับจาก 10 ปีที่ผ่านมาจำนวน SMEs เพิ่มขึ้นเพียง 2%
ปัญหาที่ทำให้ SMEs ไทยยังเปราะบางมาจากปัจจัยหลัก อาทิ ขาดความรู้ทางธุรกิจ ขาดการวิจัยและพัฒนาและพัฒนานวัตกรรม ขาดการเชื่อมโยงกับ Global Trend และขาดความแตกต่าง ดังนั้น SMEs ต้องเร่งเครื่องเพิ่มบทบาทต่อระบบเศรษฐกิจ โดยเอ็กซิมแบงก์ได้สร้าง EXIM Bank Model การให้สินเชื่อรูปแบบใหม่ที่ให้สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ เพื่อให้ธุรกิจขนาดใหญ่สนับสนุนให้ SMEs เข้ามาเป็น Supply Chain ของตนเอง ได้ช่วยทำให้ EXIM เติบโตอย่างยั่งยืนโดยที่ดอกเบี้ยไม่เกิดรายได้ หรือ NPL อยู่ในระดับต่ำ
นายรักษ์กล่าวว่า การสร้างโมเดลใหม่ของการให้สินเชื่อของ EXIM ที่เข้าไปสนับสนุนสินเชื่อให้กับองค์กรขนาดใหญ่ โดยอัตราดอกเบี้ยลดลงจากปกติ 0.50% แต่ธุรกิจขนาดใหญ่นั้น จะต้องมีการสนับสนุน Supply Chain ของตนเองที่เป็น SMEs ไม่น้อยกว่า 500 รายย โดยการช่วยธุรกิจขนาดใหญ่ เพื่อให้ธุรกิจขนาดใหญ่ไปช่วยเหลือธุรกิจขนาดเล็ก จะทำให้ธุรกิจขนาดเล็กมีโอกาสฟื้นตัวและเติบโตกลายเป็นผู้ส่งออกได้มากขึ้น จากปัจจุบันมี SMEs ที่สามารถส่งออกในตลาดโลกได้เพียง 3 หมื่นราย จากจำนวนผู้ประกอบการ SMEs ทั้งหมด 3 ล้านราย
ทั้งนี้ EXIM ให้อัตราดอกเบี้ยแก่ SMEs เฉลี่ยเพียง 4.50 % เท่านั้น โดยการสร้างพาร์ตเนอร์ทางธุรกิจเป็นสิ่งสำคัญ ที่เข้ามาช่วยตรวจสอบลูกค้าให้กับธนาคาร เช่น การให้สินเชื่อ Transformation loan แก่ SMEs ที่ต้องการลงทุนเพื่อพัฒนาธุรกิจ เช่น ลงทุนซื้อเครื่องจักรที่ทันสมัย หรือการซื้อซอร์ฟแวร์ใหม่ ธนาคารคิดดอกเบี้ยต่ำเพียง 2% แต่ต้องผ่าน KYC หรือ Know Your Customer คือกระบวนการในการทําความรู้จักลูกค้า จากสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
นอกจากนี้ EXIM ยังสร้างแพลตฟอร์มที่สนับสนุน SMES ให้สามารถส่งออกสู่ตลาดโลกได้ ด้วยการเข้าไปซื้อพื้นที่ในอาลีบาบา เพื่อสร้างเป็น Thai Pavillion เพื่อให้ SMES ไทยที่ผ่านการฝึกอบรมจากธนาคารแล้ว สามารถนำสินค้ามาวางขายได้ และธนาคารยังจะให้สินเชื่อแก่ SMEs เหล่านั้นโดยไม่ต้องมีหลักประกัน แต่สามารถใช้ บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ค้ำประกันได้ โดยให้สินเชื่อไม่เกิน 15 ล้านบาทต่อราย ขณะเดียวกันเอ็กซิมแบงก์จะไม่ใช่เพียงแค่การเป็นธนาคารที่ให้สินเชื่อเท่านั้น แต่จะต้องเป็นธนาคารที่ให้โอกาส โดยเฉพาะกับผู้ประกอบการ SMEs ซึ่งผลสำเร็จของโมเดลการให้สินเชื่อแบบใหม่ดังกล่าว ทำให้สินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือ NPL ในปีที่แล้วของธนาคารอยู่ที่เพียง 2.78 %
“SMEs ไทยจำเป็นต้องปรับตัวตาม Global Trend เพื่อให้สามารถขายสินค้าได้ แต่ปัจจุบัน SMEs ไทยมีโมเดลการพัฒนาแบบ Copy Model คือทำตามๆ กันมา เช่น ทำธุรกิจร้านอาหาร และร้านกาแฟ ซึ่งกลายเป็นหนี้เสียจำนวนมาก โดยใน SMEs 3 ล้านราย เป็นธุรกิจร้านอาหารและร้านกาแฟ ถึง 7 แสนราย ซึ่งการที่ SMEs ไทยไม่สามารถพัฒนาตนเองได้ ทำให้สัดส่วนการมีส่วนช่วยจีดีพีของ SMEs ไทยใน 10 ปีที่แล้วที่อยู่ที่ 31% ของจีดีพีมาในปัจจุบันขยับเพิ่มเพียงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 33% ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านของไทยอย่างอินโดนีเซีย ปัจจุบันอยู่ที่ 61 % ของจีดีพี”นายรักษ์กล่าว

