หน้าแรก เศรษฐกิจ เกียรตินาคินภ...

เกียรตินาคินภัทร คาด ธปท.ปรับดอกเบี้ย 3 ครั้งในปีนี้ สกัดเงินเฟ้อจ่อพุ่ง 6.6%

15.06.22 | 18:18 น.

เกียรตินาคินภัทร คาด ธปท.ปรับดอกเบี้ย 3 ครั้งในปีนี้ สกัดเงินเฟ้อจ่อพุ่ง 6.6%

ฝ่ายวิจัยกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP Research) เปิดเผยรายงานคาดการณ์เงินเฟ้อว่า เงินเฟ้ออาจไม่ใช่ปัญหาระยะสั้นและมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นยาวนานกว่าที่คาด ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยไทยกำลังเปลี่ยนทิศทางเป็นขาขึ้น โดยคาดการณ์เงินเฟ้อปี 2565 ระดับ 6.6% และปี 2566 ที่ระดับ 3.1% และคาดว่าแรงกดดันในปัจจุบันทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้น 3 ครั้งในปี 2565 และขึ้นอีก 4 ครั้งในปี 2566 อย่างไรก็ตาม การปล่อยให้อัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน จะทำให้การควบคุมเงินเฟ้อทำได้ยากขึ้น และ ธปท.อาจต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยมากกว่าเดิม

ดังนั้น สิ่งที่ต้องจับตามอง คือ แนวโน้มเงินเฟ้อสูงและดอกเบี้ยจะส่งผลอย่างมากต่อปัญหาค่าครองชีพ ต้นทุน และส่งผลต่อเนื่องกับภาระการชำระหนี้ของครัวเรือนที่จะปรับตัวสูงขึ้นสร้างความเสี่ยงให้เศรษฐกิจไทยซึมยาว

นอกจากนี้ ปัญหาเงินเฟ้อที่นำไปสู่ความเสี่ยงเศรษฐกิจโลกชะลอตัวลงหรือเข้าสู่ภาวะถดถอย จะทำให้เศรษฐกิจไทยเสี่ยงได้รับผลกระทบอย่างมากผ่านช่องทางการส่งออกและภาคการท่องเที่ยวแล้ว การปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นในปี 2565 และ 2566 อาจส่งผลกระทบเพิ่มเติม และเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงได้ยาก เพราะไทยเป็นประเทศเศรษฐกิจเปิดขนาดเล็กที่ได้รับการส่งผ่านราคาและแรงกดดันที่มาจากภาวะเงินเฟ้อโลกและราคาน้ำมัน แนวโน้มเงินเฟ้อโลกที่เปลี่ยนไปในระยะยาวและทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้นจะส่งผลให้ภาระหนี้ของภาคครัวเรือนไทยปรับตัวสูงขึ้นและเพิ่มความเสี่ยงกับเศรษฐกิจในประเทศได้ สถานการณ์หนี้ครัวเรือนของไทยที่สูงเกินกว่า 90% ของ GDP สะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มที่จะมีความเปราะบางต่อการปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นมากด้วย

รายงานระบุว่า ในช่วงที่ผ่านมาธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังแสดงความกังวลกับตัวเลขเงินเฟ้อน้อยมาก เมื่อย้อนดูเหตุกาณ์เงินเฟ้อในสหรัฐ ซึ่งตัวเลขเงินเฟ้อปรับตัวขึ้นไปก่อนไทย ทำให้เกิดความกังวลว่าสถานการณ์ในประเทศไทยจะเกิดขึ้นในลักษณะเดียวกันกับในสหรัฐที่คาดการณ์เงินเฟ้อผิดพลาด โดยการคาดการณ์เงินเฟ้อของไทยมีความเสี่ยงที่จะต่ำเกินไป จากทั้งผลกระทบต่อเนื่องจากราคาน้ำมันต่อราคาสินค้าอื่นๆ ที่ยังมีต่อเนื่อง มาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐที่ลดลง และค่าเงินบาทที่เริ่มปรับตัวอ่อนค่าลงจะส่งผลต่อราคาสินค้านำเข้า