รายงานข่าวจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย แจ้งว่า คณะกรรมการค่าจ้างมีมติเห็นชอบหลักการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นตํ่าปี 2560 โดยจะปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 5-10 บาทต่อวัน ใน 69 จังหวัด หรือเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 1.8% จาก 300 บาทต่อวัน เป็น 305.44 บาทต่อวัน และไม่ปรับขึ้นค่าจ้างขั้นตํ่าในอีก 8 จังหวัด โดยค่าจ้างขั้นต่ำอัตราใหม่นี้คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2560 หากผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)
ศูนย์วิจัยฯ ระบุว่า ในปัจจุบันประเทศไทยมีจํานวนลูกจ้างในภาคการผลิต ภาคก่อสร้าง และภาคการค้า/บริการ ประมาณ 16 ล้าน คนทั่วประเทศ โดย 30.6% ของลูกจ้าง หรือราว 4.9 ล้านคน ยังคงพึ่งพิงอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ โดยศูนย์วิจัยฯ ประเมินว่าการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำตามมติคณะกรรมการค่าจ้างเฉลี่ย 1.8% นั้น น่าจะเป็นการบรรเทาภาระค่าครองชีพของผู้ที่มีรายได้น้อยได้ส่วนหนึ่งหลังจากไม่ได้ปรับมาเป็นระยะเวลา 3 ปี แต่จะส่งผลให้ต้นทุนการผลิตในส่วนค่าจ้างของผู้ประกอบการในปี 2560 ภาคการผลิตและบริการเพิ่มขึ้นเล็กน้อยราว 0.6% ในภาคก่อสร้างเพิ่มขึ้น 1.4% อย่างไรก็ตาม ขึ้นอยู่กับจํานวนการพึ่งพิงแรงงานขั้นต่ำในสถานประกอบการว่ามีมากน้อยเพียงใด
ทั้งนี้ ภาระต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นจากการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำบางส่วนจะถูกส่งผ่านไปยังผู้บริโภค ผ่านราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้นบ้าง โดยมีผลต่ออัตราเงินเฟ้อทั่วไปปี 2560 อย่างจํากัด โดยปรับสูงขึ้นอีก 0.03% และส่งผลต่อการบริโภคภาคเอกชนและอัตราการขยายตัวเศรษฐกิจ (จีดีพี) ในปี 2560 เพียงเล็กน้อย
“การแก้ไขประเด็นเรื่องค่าจ้างขั้นต่ำอย่างยั่งยืนนั้น ทางฝั่งแรงงานควรมีการปรับตัวโดยการยกระดับทักษะ พัฒนาฝีมือและคุณภาพแรงงาน เพื่อก้าวข้ามการพึ่งพิงอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ในขณะที่ผู้ประกอบการก็ควรยกระดับห่วงโซ่การผลิตไปผลิตสินค่าที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น เพื่อให้สอดรับกับทางฝั่งแรงงาน” ศูนย์วิจัยฯ ระบุ

