หน้าแรก เศรษฐกิจ กยศ. แจงเบี้ย...

กยศ. แจงเบี้ยปรับสูงเพราะเบี้ยวหนี้ ยันไม่มีโก่ง เล็งผุด กม.ใหม่ หั่นดอกเบี้ย-เบี้ยปรับ

16.06.22 | 14:36 น.

กยศ. แจงเบี้ยปรับสูงเพราะเบี้ยวหนี้ ยันไม่มีโก่ง เล็งผุดกม.ใหม่ หั่นดอกเบี้ยเหลือไม่เกิน 1% เบี้ยปรับไม่เกิน 5%

เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ปลัดกระทรวงการคลัง และประธานกรรมการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีข่าวเกี่ยวกับตัวเลขการให้กู้ยืมเงิน ดอกเบี้ย และเบี้ยปรับของกองทุน โดยเบี้ยปรับของกองทุนที่มีอัตราค่อนข้างสูงนั้น กองทุนได้ให้โอกาสทางการศึกษาแก่นักเรียน โดยคิดอัตราดอกเบี้ยเพียง 1% เท่านั้น ซึ่งต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้

นายกฤษฎากล่าวว่า ส่วนเบี้ยปรับที่มีจำนวนมากนั้น ตัวเลขดังกล่าวเป็นจำนวนเบี้ยปรับค้างชำระ ซึ่งเกิดจากสาเหตุที่ผู้กู้ยืมผิดนัดค้างชำระหนี้เป็นเวลานาน ทำให้เกิดเบี้ยปรับสะสมจำนวนมาก ทั้งนี้ หากผู้กู้รายใดถูกดำเนินคดี ศาลจะพิพากษาให้ชำระเบี้ยปรับในอัตรา 7.5% ต่อปี

อย่างไรก็ตาม ในช่วง 2-3 ปี ที่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 เข้ามา กยศ. กองทุนได้มีมาตรการชะลอการฟ้องร้องดำเนินคดี ชะลอการบังคับคดีไว้ กับลูกหนี้จำนวน 1.8 แสนราย และงดการขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้กู้ยืมเงิน และ/หรือผู้ค้ำประกัน ขณะที่ลูกหนี้ที่จำเป็นต้องส่งฟ้อง เนื่องจากคดีที่จะใกล้ขาดอายุความ จำนวน เพียง 1,000 ราย

รวมทั้ง กองทุนได้มีมาตรการลดหย่อน โดยลดอัตราการคิดเบี้ยปรับเหลือ 0.5% ต่อปี สำหรับผู้กู้ที่ยังไม่ถูกดำเนินคดี ลดดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเหลือ 0.01% ต่อปี สำหรับผู้กู้ยืมเงินที่อยู่ระหว่างการชำระเงินคืนกองทุนและไม่เคยเป็นผู้ผิดนัดชำระหนี้ ลดเงินต้น 5% สำหรับผู้กู้ยืมเงินที่ไม่เคยเป็นผู้ผิดนัดชำระหนี้และต้องการปิดบัญชีในคราวเดียว ลดเบี้ยปรับ 100% สำหรับผู้กู้ยืมเงินทุกกลุ่มที่ชำระหนี้ปิดบัญชี ลดเบี้ยปรับ 80% สำหรับผู้กู้ยืมเงินที่ยังไม่ถูกดำเนินคดีที่ชำระหนี้ค้างทั้งหมดให้มีสถานะปกติ (ไม่ค้างชำระ) ซึ่งได้ขยายเวลามาตรการไปถึงสิ้นปี 2565 นี้

Advertisement

“ในปีการศึกษา 2565 กองทุนได้เตรียมเงินงบประมาณให้กู้ยืมจำนวน 3.8 หมื่นล้านบาท เพื่อรองรับนักเรียน นักศึกษาจำนวนกว่า 6 แสนราย ซึ่งเป็นวงเงินที่ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา และสามารถกู้ยืมได้โดยไม่ต้องมีผู้ค้ำประกัน เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ ให้มีแหล่งทุนนำไปใช้เป็นค่าเล่าเรียนและค่าใช้จ่ายดำรงชีพ และพร้อมปล่อยกู้เพิ่มมากกว่านี้หากมีความต้องการมากขึ้น โดยจะใช้เงินสภาพคล่องของกองทุน ไม่เป็นภาระงบประมาณของรัฐบาล” นายกฤษฎา กล่าว

นายกฤษฎากล่าวว่า นอกจากนี้ ความคืบหน้าการเสนอแก้ไขกฎหมาย พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กองทุนเพื่อการกู้ยืมเงินนั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของกรรมาธิการ รัฐสภา โดยคาดว่าปลายปีนี้จะเข้าสู่การพิจารณาของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอีกครั้ง โดยสาระสำคัญของการแก้ไขกฎหมาย คือ ขอปรับลดอัตราดอกเบี้ยถูกสุดไม่เกิน 1% จากเดิม ไม่เกิน 7.5% และอัตราค่าปรับกรณีผิดนัดชำระหนี้ จากเดิม ไม่เกิน 18% ให้เหลือ 5% อย่างไรก็ตามที่ผ่านมา กยศ.ไม่เคยคิดดอกเบี้ยตามกฎหมายกำหนด เพราตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาคิดดอกเบี้ย 1% และไม่เคยคิดค่าปรับสูงสุด 18% แต่คิดค่าปรับตามคำพิพากษาเท่านั้น