ปัจจัยลบแซง ม.หอค้าหั่นจีดีพีเหลือ 3.1% ชี้ไทยขึ้นดอกเบี้ย 0.25 % ฉุดศก.0.1%
นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ศูนย์พยากรณ์ได้ปรับลด ประมาณการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2565 จากเดิม 4.2% เหลือ 3.1% ภายใต้กรอบ 2.9-3.5% เนื่องจากมีปัจจัยเสี่ยงหลายเรื่องที่ต้องติดตาม โดยเฉพาะราคาน้ำมัน ค่าครองชีพ เงินเฟ้อคาดถึง 6% สถานการณ์หนี้ครัวเรือนยังเป็นปัญหาอยู่พอสมควร รวมถึงสงครามสหรัฐ-ยูเครนยืดเยื้อ ส่วนปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจช่วงที่เหลือของปีนี้ คือ จากภาคการส่งออก ภาคการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวเป็นบวกมากกว่าปี 2564 คาดว่าช่วงครึ่งหลังปีนี้จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยราว 5 ล้านคน และการเปิดประเทศ ทำให้มีการผ่อนคลายกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และเห็นธุรกิจเปิดดำเนินการได้มากขึ้น โดยเฉพาะผับ บาร์ คาราโอเกะ ที่ในปี 2564 ไม่มีการหมุนเวียนเม็ดเงินจากธุรกิจเหล่านี้ แต่หลังปลดล็อกจะช่วยให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจประมาณ 2-3 แสนล้านบาท
“ ระบบเศรษฐกิจโดยรวมตอนนี้เป็นเศรษฐกิจขาลง จากเดิมกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) คาดว่าเศรษฐกิจโลกเติบโตได้สูง 4% การค้าโลกโตอยู่ในกรอบ 6-7% แต่ตอนนี้เมื่อเจอสถานการณ์โควิด-19 และราคาน้ำมันแพง ทำให้การค้าโลกย่อตัวลงอยู่ที่ 4% และเศรษฐกิจโลกขยายตัวเพียง 2.9% กลายเป็นจุดเสี่ยงที่หากราคาน้ำมันโลกแพง ซึ่งมองว่าจะวิ่งในกรอบ 120-130 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลได้ง่าย ถือเป็นแรงกดดัน อาจทำให้ราคาน้ำมันในไทยปรับสูงขึ้นอีก โดยราคาดีเซลควรอยู่ที่ 43-45 บาทต่อลิตร ทำให้หากราคาน้ำมันแพงขึ้นอีกจะกดดันปริมาณการค้าโลก ซึ่งจะมีผลกระทบต่อการส่งออกของไทย โดยการรัฐบาลยังเลือกประคองราคาน้ำมันดีเซลต่อไปจนถึงสิ้นเดือนมิถุนายนนี้ ทำให้เห็นว่ารัฐบาลยังเลือกจะดูแลราคาพลังงาน และราคาพลังงานยังไม่เป็นแรงกดดันสูงเหมือนในประเทศอื่น ที่ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นไปตามกลไลตลาดโลกอย่างแท้จริง ทำให้ราคาน้ำมันในประเทศค่อนข้างต่ำกว่าความเป็นจริงมาก” นายธนวรรธน์ กล่าว
นายธนวรรธน์ กล่าวว่า หอการค้า ได้ทำการวิเคราะห์สถานการณ์เศรษฐกิจ ออกเป็น 4 กรณี ได้แก่ 1.กรณีที่แย่ที่สุด (Worst Case) บนฐานราคาน้ำมันดิบตลาดโลกสูงเกินกว่า 130 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล มีผลทำให้อุปสงค์รวมของโลก ทั้งการส่งออก การท่องเที่ยวชะลอตัวลง คาดการณ์จีดีพีโตเพียง 2.3% ซึ่งมีโอกาสเป็นไปได้ 10% 2.กรณีที่แย่กว่า (Worse Case) จากผลคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบง.) ทยอยปรับขึ้นราคาดีเซล แต่ไม่เกิน 40 บาทต่อลิตร คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 3 ครั้งในปีนี้ ครั้งละ 0.25% คาดการณ์จีดีพีโตที่ 2.9% ซึ่งมีโอกาสเป็นไปได้ 20% 3.กรณีที่ดีกว่า (Better Case) จากราคาน้ำมันดิบโลกเฉลี่ยลดลงมาอยู่ที่ราว 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล มีผลทำให้อุปสงค์รวมของโลก ทั้งการส่งออก และการท่องเที่ยวฟื้นตัวเร็วขึ้น จึงคาดการณ์จีดีพีโตที่ 3.5% ซึ่งมีโอกาสเป็นไปได้ 10% และ 4.กรณีฐาน (Base Case) จากการปรับให้โควิด-19 เป็นโรคประจำถิ่น ไม่ได้มีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มรุนแรง คาดการณ์จีดีพีโตที่ 3.1% ซึ่งมีโอกาสเป็นไปได้ 60%
นายธนวรรธน์ กล่าวว่า มองว่ามีโอกาสการปรับขี้นดอกเบี้ยของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในเดือนสิงหาคม 2565 อาจปรับขึ้นรวม 3 ครั้ง ส่วนการประชุมนอกรอบของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) นัดพิเศษ มองว่ายังไม่มีความจำเป็น เพราะการประชุมนอกรอบ จะต้องมีความผันผวนรุนแรง หรือมีเหตุการณ์คาดไม่ถึงที่ทำให้ต้องเร่งขึ้นดอกเบี้ย สถานการณ์ตอนนี้ หากมีประชุมนอกรอบ และขึ้นดอกเบี้ยทันทีในเดือนกรกฎาคมนี้ อาจเป็นจิตวิทยาเชิงลบ แต่หากมีเงินไหลออกรุนแรง ตลาดสูญเสียความเชื่อมั่นว่าไทยสะกัดเงินเฟ้อช้า และไปส่งผลในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ตลาดตราสารหนี้ของไทย อาจต้องมีประชุมฉุกเฉินเพื่อขึ้นดอกเบี้ยก่อน แต่ขณะนี้เชื่อว่ายังไม่มีความจำเป็นต้องขึ้นเร็วกว่ากำหนด โดยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายทุก 0.25% จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ติดลบ 0.1%
“การขึ้นดอกเบี้ย เป็นการสกัดกั้น 2 ทา งคือ ในทางจิตวิทยา เพราะ 1. ชี้ว่าธนาคารกลางต้องการป้องกันปัญหาเงินเฟ้อ ทำให้นักลงทุนมั่นใจว่า เราจะไม่ปล่อยให้เงินเฟ้อขึ้นสูงโดยไม่จำเป็น และแก้ไขปัญหาได้ทันท่วงที และ 2. การขึ้นดอกเบี้ย ช่วยทำให้เงินทุนไม่ไหลออกมากเกินไป ทำให้ค่าเงินบาทอยู่ในกรอบที่เหมาะสม ไม่อ่อนค่าเกินพื้นฐานที่สำคัญเนื่องจากการขาดความมั่นใจเรื่องดอกเบี้ย จึงเชื่อว่าการขึ้นดอกเบี้ยของธปท. จะเป็นการดูแล 2 ระบบ คือ การดูแลเงินเฟ้อทางจิตวิทยา และดูแลค่าเงิน” นายธนวรรธน์ กล่าว
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดตลาดวันที่ 16 มิถุนายน อยู่ที่ระดับ 34.85 บาทต่อเหรียญสหรัฐ แข็งค่าขึ้นจากวันที่ 15 มิถุนายนเล็กน้อย โดยเป็นผลจากตลาดการเงินรับรู้ผลการประชุมเฟดในเชิงบวก ผู้เล่นในตลาดการเงินกลับมาเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น หลังจากที่เฟดมีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.75% สู่ 1.50-1.75% ตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ พร้อมทั้งส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยอีกราว 1.75% ในปี 2565 และอีก 0.50% ในปี 2566 จนกว่าเฟดจะสามารถควบคุมเงินเฟ้อได้ พร้อมกันนี้ ประธานเฟด เน้นย้ำช่วง Press Conference ว่า การปรับขึ้นดอกเบี้ย เป็นไปเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ โดยจะไม่ทำให้เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย ส่วนแนวโน้มค่าเงินบาทกลับมาแข็งค่า ตามการอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐเผชิญแรงขายทำกำไรตามที่คาดไว้ พร้อมกับประมาณการแนวโน้มเศรษฐกิจแย่ลง และทำให้หันมาลงทุนทองคำอีกครั้ง แต่อย่างไรก็ตาม หากตลาดกลับมากังวลประเด็นเงินเฟ้อสหรัฐ อาจหนุนให้เฟดเร่งขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่องได้ ซึ่งต้องรอการประชุมเฟดเดือนกรกฎาคม
ด้านกลุ่มงานตลาดการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB Financial Markets) ระบุว่า แนวโน้มค่าบาทปรับตัวแข็งค่าขึ้นและลดการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก อีกทั้งธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.75% สู่ 1.50-1.75% นับเป็นการขึ้นดอกเบี้ยมากสุดตั้งแต่ปี 2537 และต้องจับตาความกังวลต่อความต้องการใช้น้ำมัน หลังการปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟด

