‘สุพัฒนพงษ์’ สั่งจับตาสิ้น มิ.ย.นี้ กลุ่มจี7 ถกหาทางออกน้ำมันแพง งง!ค่าการกลั่น 8 บาท

19.06.22 | 08:47 น.

‘สุพัฒนพงษ์’ สั่งจับตาสิ้น มิ.ย.นี้ กลุ่มจี7 ถกหาทางออกน้ำมันแพง งง!ค่าการกลั่น 8 บาท

เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการวิทยุ FM92.5 MHz ผ่านรายการ “คุยเรื่องบ้าน คุยเรื่องเมือง คุยทุกเรื่องกับรัฐมนตรี” หัวข้อ “ทำไมน้ำมันแพงขึ้น รัฐช่วยอะไรอยู่บ้าง?” ว่าประเมินสงครามรัสเซีย-ยูเครนจะยังคงยืดเยื้อ กระทรวงพลังงานได้ติดตามใกล้ชิดมาโดยตลอด ซึ่งปลายเดือนมิถุนายน 2565 จะมีการประชุม กลุ่มประเทศมหาอำนาจทางอุตสาหกรรม และเศรษฐกิจของโลก 7 ประเทศ (G7) ถือเป็นผู้นำกลุ่มที่จะได้รับผลกระทบกับพลังงาน จะหาทางออกให้กับประชากรทั้งโลก จึงต้องรอดูผลการประชุมดังกล่าวด้วย

นายสุพัฒนพงษ์ชี้แจงประเด็นการเก็บเงินจากโรงกลั่นน้ำมันว่า ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่าค่าการกลั่นคือส่วนต่างของราคาน้ำมันดิบกับค่าเฉลี่ยของราคาผลิตภัณฑ์ที่โรงกลั่นขายได้ ซึ่งเมื่อนำเข้าน้ำมันดิบมาในประเทศเพื่อใช้ประโยชน์ตรงๆ จะทำไม่ได้เพราะคุณภาพจะแตกต่างกันไป ดังนั้น ต้องแยกเป็นส่วนๆ แต่ละประเภทของน้ำมัน ทั้ง ดีเซล เบนซิน น้ำมันเตา ที่คุณภาพบางอันสูงบางอันต่ำ เมื่อเฉลี่ยและหักลบกับน้ำมันดิบ จะเป็นค่าการกลั่นพื้นฐานที่ยังไม่สุทธิ เพราะยังไม่หักค่าใช้จ่าย อาทิ ค่าแรง ค่าเสื่อมราคา ค่าบำรุงรักษา ค่าดอกเบี้ย หรือแม้แต่ค่าเงิน

ดังนั้น ตัวเลขของกระทรวงพลังงานที่มีเผยแพร่เป็นตัวเลขประมาณการของแต่ละโรงกลั่นที่มีค่าการกลั่นที่แตกต่างกันไป ซึ่งหากคำนวณเป็นค่ากลางๆ ไว้ย้อนหลัง 10 ปี ช่วงก่อนโควิดค่าการกลั่นอยู่ประมาณ 2 บาทต่อลิตร แต่เมื่อเกิดโควิด ลดลงเหลือไม่ถึง 1 บาท โรงกลั่นไม่ได้กำไร เพราะยังไม่ได้หักค่าใช้จ่ายอื่นๆ ซึ่งรัฐบาลไม่ได้ไปช่วยเหลือ เพราะเป็นธุรกิจเสรี ถือเป็นภาระของโรงกลั่นที่ต้องดูแลเอง อย่างไรก็ตาม เมื่อกำลังการผลิตสูงขึ้น ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ราคาน้ำมันสูงขึ้น สิ่งที่เป็นประเด็นคือคนบางกลุ่มมีการคำนวณตัวเลขระดับ 8-9 บาทต่อลิตร ไม่ทราบว่าใช้วิธีการคำนวณแบบไหน ซึ่งกระทรวงพลังงานได้คำนวณค่าเฉลี่ย 6 เดือน ของปี 2565 อยู่ที่ 3 บาทต่อลิตร จึงอยากให้ประชาชนเข้าใจว่าสถานการณ์ไม่ได้เป็นลักษณะที่โรงกลั่นมาปล้นหรือรัฐบาลไม่ได้กำกับดูแล

“อยากให้รู้ว่าโรงกลั่นมีส่วนช่วยเสริมความมั่นคงให้กับประเทศไทย อาทิ หากไม่มีการกลั่นน้ำมันจะต้องนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปทั้งหมดเชื่อว่าราคาจะแพงกว่าปัจจุบันที่ซื้อจากโรงกลั่น เพราะต้องแย่งกันซื้อบวกค่าขนส่ง ค่าปรับคุณภาพ รวมถึงปริมาณสำรองน้ำมันจะอยู่แค่หลัก 10 วัน ไม่ถึงระดับกว่า 60 วันในปัจจุบัน หากมีปัญหาระหว่างประเทศเกิดขึ้น ประเทศไทยจะขาดน้ำมันทันที” นายสุพัฒนพงษ์กล่าว