หน้าแรก เศรษฐกิจ ฟิทช์ คงเชื่อ...

ฟิทช์ คงเชื่อถือไทยที่ BBB+ บริหารคลังรอบคอบ คาดจีดีพีโตได้ 4.5% อานิสงส์ท่องเที่ยวฟื้น

21.06.22 | 19:52 น.

ฟิทช์ คงเชื่อถือไทยที่ BBB+ บริหารคลังรอบคอบ คาดจีดีพีโตได้ 4.5% อานิสงส์ ท่องเที่ยวฟื้น ทุนสำรองฯยังแข็งแกร่ง

เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน นางแพตริเซีย มงคลวนิช ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2565 บริษัท Fitch Ratings (ฟิทช์ เรทติ้งส์) ได้คงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย ที่ BBB+ และคงมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทย อยู่ในระดับมีเสถียรภาพ

โดย ฟิทช์ระบุว่า ภาคการคลังสาธารณะ มีความเข้มแข็งเป็นผลจากการบริหารจัดการทางการคลังอย่างรอบคอบ โดยมีกรอบนโยบายเศรษฐกิจมหภาคที่แข็งแกร่ง รวมทั้งคาดว่า ปี 2565 ประเทศไทยจะขาดดุลงบประมาณลดลง เนื่องจากมีการจัดเก็บรายได้ที่มีประสิทธิภาพ และมีมาตรการทางเศรษฐกิจเพื่อบรรเทาผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 ที่ผ่อนคลายขึ้น

สำหรับสัดส่วนหนี้ภาครัฐบาลต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศ (จีดีพี) ของประเทศไทยปี 2565 คาดว่า จะเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 55.4% ต่อ จีดีพี ซึ่งอยู่ในระดับค่ากลางเดียวกับกลุ่มประเทศที่มีอันดับความน่าเชื่อถือในระดับเดียวกัน โดยคาดว่าในปี 2569 จะสูงขึ้นเป็น 56.6% ต่อจีดีพี

อย่างไรก็ดี รัฐบาลไทยจะสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นได้เป็นอย่างดี เนื่องจากมีแนวทางการบริหารจัดการทางการคลังอย่างรอบคอบและมีหนี้สาธารณะส่วนใหญ่เป็นสกุลเงินบาท ประกอบกับมีตลาดทุนในประเทศที่มั่นคง

นอกจากนี้ ฟิทช์คาดว่า เศรษฐกิจของประเทศไทยจะขยายตัวที่ 4.5% เนื่องจากการฟื้นตัวของอุปสงค์ในประเทศและการกลับมาของนักท่องเที่ยว ซึ่งคาดว่าจะเพิ่มขึ้นจาก 6.5 ล้านคนในปี 2565 เป็น 22 ล้านคนในปี 2566

Advertisement

นางแพตริเซียกล่าวว่า ส่วนภาคการเงินต่างประเทศ ฟิทช์มองว่า ยังคงมีความแข็งแกร่ง โดยมีทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับสูงที่เพียงพอสำหรับใช้จ่ายถึง 7.8 เดือน ซึ่งอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับค่ากลางของกลุ่มประเทศที่มีอันดับความน่าเชื่อถือในระดับเดียวกัน

ทั้งนี้ ฟิทช์คาดว่า ปี 2565 ดุลบัญชีเดินสะพัดของประเทศไทยจะขาดดุล 1.8% ต่อจีดีพี ซึ่งลดลงจาก 2.1% ต่อจีดีพี ในปี 2564 และจะกลับมาเกินดุลที่ 1.0% ต่อจีดีพี และ 2.8% ต่อจีดีพี ในปี 2566 และปี 2567 ตามลำดับ จากภาคการท่องเที่ยวที่จะฟื้นตัวมากยิ่งขึ้น

ประเด็นที่ฟิทช์ ให้ความสนใจและจะติดตามอย่างใกล้ชิด คือ แรงกดดันจากการเพิ่มขึ้นของอัตราเงินเฟ้อ สัดส่วนหนี้ภาคครัวเรือนต่อจีดีพี สัดส่วนประชากรผู้สูงอายุ และความไม่แน่นอนทางการเมือง ซึ่งอาจส่งผลต่อประสิทธิภาพการดำเนินงานของภาครัฐและการเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในระยะปานกลาง