“กสิกรไทย” ชง กนง.ขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้งเป็นบวกต่อเศรษฐกิจ ชี้ท่องเที่ยวนำไทยฟื้น-เสริมบาทแข็ง

“กสิกรไทย” ชง กนง.ขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้งเป็นบวกต่อเศรษฐกิจ ชี้ท่องเที่ยวนำไทยฟื้น-เสริมบาทแข็ง

นายกอบสิทธิ์ ศิลปชัย ผู้บริหารงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย กล่าวในงานสัมมนา หัวข้อ ภาวะเศรษฐกิจโลกท่ามกลางเงินเฟ้อ ดอกเบี้ยขาขึ้น และความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย ว่า จากการคาดการณ์เศรษฐกิจไทยขยายตัวทั้งปี 2.5-2.9% จากภาคการท่องเที่ยวเริ่มกลับมาฟื้นตัว หลังรัฐผ่อนคลายมาตรการต่างๆ จะช่วยให้ดุลบัญชีเดินสะพัดติดลบน้อยลง อีกทั้งยังสามารถเสริมให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าเนื่องจากได้รับอิทธิพลการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่รุนแรง หากท่องเที่ยวฟื้นเงินบาทอาจพลิกกลับมาแข็งค่าระดับ 33.50 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ขณะเดียวกันคาดการณ์ว่าเฟดอาจเปลี่ยนมุมมองใช้ยาแรงหลังจากสัญญาณภาวะเศรษฐกิจถดถอยเกิดชัดเจนมากขึ้น

นายกอบสิทธิ์กล่าวว่า ขณะที่ภาวะเศรษฐกิจโลกยังมีความท้าทายสูงจากควันหลงของโควิด-19 และสงครามระหว่างยูเครน-รัสเชีย รวมทั้งนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่จะทำให้เศรษฐกิจโลกอาจจะเข้าสู่ภาวะถดถอยได้ ซึ่งสะท้อนในตัวเลขประมาณการของจีดีพีที่ลดลง ขณะที่การคาดการณ์เงินเฟ้อสูงขึ้น อีกทั้งตลาดล่วงหน้ายังคาดการณ์ว่าเฟดคงขึ้นดอกเบี้ยไปถึง 3.5% ภายในสิ้นปีนี้ อย่างไรก็ตาม สัญญาณจากตลาดตราสารหนี้และตลาดหุ้นส่งสัญญาณว่าโอกาสที่เศรษฐกิจสหรัฐจะเข้าสู่ภาวะถดถอยมีมากขึ้น

ขณะเดียวกันเศรษฐกิจไทยยังไม่เข้าสู่สภาวะถดถอย แต่ก็อยู่ในภาวะฟื้นตัวช้า ซึ่งการที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ขึ้นดอกเบี้ยนโยบายจะเป็นเรื่องดีต่อเศรษฐกิจไทย เนื่องจากภาวะเงินเฟ้อที่เป็นแรงกดดันจากด้านต้นทุนราคาพลังงานสูงจนนำไปสู่ปัญหาเงินเฟ้อปรับตัวต่อเนื่องส่งผลให้ค่าครองชีพสูง อีกทั้งสะท้อนให้เห็นว่าภาคการบริโภคของประชาชนลดลง รวมถึงค่าเงินบาทอ่อนลงหนัก จึงเป็นปัจจัยที่ทำให้ กนง.พิจารณาปรับดอกเบี้ยในที่สุด โดยคาดว่า กนง.อาจะขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้งในปีนี้ ซึ่งจะเริ่มขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในการประชุมวันที่ 10 สิงหาคม และต่อมาในการประชุมวันที่ 28 กันยายน จะประเมินผลโดยรวมจากการขึ้นดอกเบี้ย และ กนง.อาจขึ้นดอกเบี้ยครั้งที่ 2 ในการประชุมวันที่ 30 พฤศจิกายน

“เมื่อช่างน้ำหนักแล้วการขึ้นดอกเบี้ยมีผลลัพธ์ที่ดีด้านบวกมากกว่าด้านลบ เนื่องจากหากขึ้นดอกเบี้ยแล้วค่าเงินไม่อ่อนลง แต่ถ้าปล่อยเงินเฟ้อสูงขึ้นเรื่อยๆ จะส่งผลกระทบหนักหลายด้านที่เจอหนักๆเลย คือ การนำเข้าต้นทุนราคาสูง ราคาสินค้าก็แพง เงินในกระเป๋าก็หมดไป หากทำอะไรได้แล้วรีบทำจะเป็นผลดีกว่าปล่อยให้ปัญหาเกิดขึ้นสะสม นอกจากนี้ แม้ขึ้นดอกเบี้ยแล้ว กระทรวงการคลังคงจะเข้ามาดูมาตรการเพื่อพยุงเศรษฐกิจไปพร้อมกัน หากไม่ทำอะไรเลยสถานการณ์จะเข้าสู่ภาวะถดถอยไปด้วยตัวมันเอง”นายกอบสิทธิ์กล่าว

นายกอบสิทธิ์กล่าวว่า จากการคาดการณ์ค่าเงินบาทจะอ่อนระยะสั้น และจะเคลื่อนไหวในกรอบ 34.70 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ขณะที่ค่าเงินไทยอ่อนค่าอยู่อันดับ 4 เมื่อเทียบกับประเทศภูมิภาคเดียวกัน โดยประเทศที่มีค่าเงินผันผวนมากสุดคือเกาหลี อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และไทย ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม คาดว่า ธปท.พยายามจะกันไม่ให้บาทอ่อนถึง 36 บาทต่อเหรียญสหรัฐ โดย ธปท.อาจใช้วิธีนำเงินทุนสำรองต่างประเทศที่มีอยู่มาขายเป็นเงินเหรียญสหรัฐและซื้อบาทในระดับการใช้ที่เหมาะสม เพื่อชะลอไม่ให้เงินบาทอ่อนเกินไปจนกว่าการประชุมครั้งถัดไปของ กนง.จะขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งเป็นวิธีการที่สนับสนุนไม่ให้บาทอ่อนลง และสามารถคุมเงินเฟ้อได้

“ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยจะได้รับสัญญาณที่ดีจากภาคการท่องเที่ยวที่กำลังฟื้นตัวในช่วงครึ่งหลังปี 2565 และอาจกลับเข้าสู่ปกติได้ต้นปี 2566 ซึ่งระหว่างนี้ต้องใช้เวลาเยี่ยวยาผู้ประกอบการธุรกิจเกี่ยวกับภาคบริการที่เกี่ยวกับภาคท่องเที่ยวด้วย หลังจากการท่องเที่ยวได้ปิดบริการไปนาน เช่น โรงแรมที่ตัวเลขการจ้องห้องยังไม่กลับมามาก รวมถึงธุรกิจการบินที่ได้เกิดการเลิกจ้างพนักงาน ระยะนี้จึงเป็นช่วงสมานแผลให้กิจการค่อยๆ กลับมาและจะดีขึ้นในช่วงต้นปีหน้า หากนักท่องเที่ยวเข้ามาตามการคาดการณ์ของรัฐที่ระดับ 7-10 ล้านคน มูลค่าเงินจะสะพัดมากขึ้น”นายกอบสิทธิ์กล่าว

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon