‘บางจาก’ แนะรัฐดัน E20 เป็นน้ำมันพื้นฐานแทนแก๊สโซฮอล์ 95-91 ช่วยถูกลง 80 สตางค์-1 บาท/ลิตร
นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่กลุ่มบริษัทบางจาก เปิดเผยถึงประเด็นที่รัฐบาล โดยกระทรวงพลังงานขอความร่วมมือกลุ่มโรงกลั่นน้ำมัน ให้นำส่งกำไรค่าการกลั่นน้ำมันดีเซล การจัดเก็บค่าการกลั่นน้ำมันเบนซิน โรงแยกก๊าซ เพื่อเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ว่า ขณะนี้ ภาครัฐอยู่ระหว่างการหารือกันว่าจะมีข้อสรุปอย่างไรในกรณีที่จะขอความร่วมมือกับกลุ่มโรงกลั่น หรือจะออกกฎหมายมาบังคับอย่างไร แต่ทางบริษัทฯ พร้อมให้ความร่วมมือกับภาครัฐภายใต้กรอบของกฎหมายและการค้าเสรี เนื่องจากบางจากเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ซึ่งต้องชี้แจงผู้ถือหุ้นให้ได้
นายชัยวัฒน์ กล่าวอีกว่า ส่วนแนวทางแก้ไขปัญหาราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก ในเบื้องต้นทางบางจากได้หารือกับภาครัฐ เพื่อให้ผลักดันการใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 เป็นน้ำมันพื้นฐานแทนการใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 และ 91 เพื่อส่งเสริมการใช้เอทานอลเพิ่มขึ้น เนื่องจากสามารถผลิตได้เองในประเทศ อีกทั้งราคาเพียง 25-26 บาทต่อลิตร เทียบกับเนื้อน้ำมันเบนซิน 34-35 บาทต่อลิตร โดยคาดว่าจะช่วยลดราคาน้ำมันลงได้ 80 สตางค์ ถึง 1 บาทต่อลิตร ซึ่งก็เป็นทางออกหนึ่งช่วงราคาน้ำมันแพง
นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ขณะที่ สถานการณ์ทิศทางราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกคาดว่ายังทรงตัวในระดับสูงล่าสุดราคาน้ำมันดิบอยู่ที่ 110 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลอาจจะปรับตัวลงมาเล็กน้อย ส่วนราคาน้ำมันดีเซลอยู่ที่ประมาณ 170 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล แต่ในช่วงฤดูหนาวของยุโรป และสหรัฐปลายปีนี้คาดว่าราคาน้ำมันจะปรับตัวเพิ่มขึ้นจะส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำมันเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะน้ำมันดีเซล และ เอลพีจี แต่มีกำลังการผลิตลดลงจากสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครนที่ทำให้น้ำมันใสหายไปจากตลาด และหากสงครามยังยืดเยื้อคาดว่าราคาน้ำมันดีเซลมีโอกาสแตะ 200 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล
นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ส่วนแนวโน้มผลการดำเนินงานในไตรมาส 2/2565 นั้นยังไม่สามารถบอกได้ แต่ถ้าดูจากกำลังการกลั่นแล้วสูงกว่าไตรมาส 1/2565 และสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน นอกจากนี้ ในช่วงไตรมาส 2/2565 คาดว่าจะมีกำไรจากสต็อกน้ำมันเล็กน้อย ขณะที่กำลังการกลั่นของบางจากในปัจจุบันอยู่ในระดับ 122,000-123,000 บาร์เรลต่อวันมีกำลังการกลั่นอยู่ที่ 102% เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนภาพรวมในปี 2565 ก็คาดว่าจะสามารถรักษาระดับการกลั่นได้ที่ 122,000 บาร์เรลต่อวัน
นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ส่วนภาพรวมธุรกิจผลิตปิโตรเลียมในประเทศนอร์เวย์ นั้น หลังจากที่ OKEA ASA ซึ่งเป็นบริษัทย่อยบางจากถือหุ้นในสัดส่วน 46% ได้ลงนามในสัญญาซื้อขายแหล่งปิโตรเลียมในทะเลเหนือ 3 แหล่ง (35.2% ในแหล่ง Brage 6.4% ในแหล่ง Ivar Aasen และ 6% ในแหล่ง Nova) ซึ่งจะเพิ่มปริมาณการผลิตปิโตรเลียมในปี 2565 ของ OKEA อีกประมาณ 5,000- 6,000 บาร์เรลต่อวัน จากปัจจุบันผลิตอยู่ที่ 2.5 หมื่นบาร์เรลต่อวัน นอกจากนี้ยังมีโอกาสที่ OKEA จะซื้อแหล่งปิโตรเลียมใหม่เพิ่มเติม เนื่องจากในนอร์เวย์ยังมีแหล่งปิโตรเลียมขนาดใหญ่ศักยภาพในการผลิตถึง 1 แสนบาร์เรลต่อวัน

