ฟันด์โฟลว์ไหลออกต่อเนื่องกดดันบาทอ่อนเสี่ยงแตะ 35.65 บาท
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 35.20-35.65 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ท่ามกลางความกังวลแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐ ชะลอตัว ตลาดจะรอจับตารายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐ และถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟดอย่างใกล้ชิด
นายพูนกล่าวว่า สำหรับเศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบจากการชะงักงันหรือสะดุดของห่วงโซ่อุปทานอาจทำให้บรรดาผู้ผลิตเผชิญภาวะขาดแคลนวัตถุดิบ รวมถึงราคาวัตถุดิบที่สูงขึ้นอาจทำให้ภาคการผลิตอุตสาหกรรมขยายตัวในอัตราชะลอลง โดยดัชนีที่ใช้เป็นตัวบ่งชี้สภาวะทางเศรษฐกิจของภาคการผลิตและบริการ (พีเอ็มไอ) ภาคการผลิตเดือนมิถุนายน อาจลดลงสู่ระดับ 51 จุด ขณะที่การทยอยเปิดประเทศช่วยหนุนความเชื่อมั่นภาคธุรกิจโดยเฉพาะธุรกิจได้รับอานิสงส์จากท่องเที่ยว อาจทำให้ดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจปรับตัวดีขึ้นแตะระดับ 50 จุด ในเดือนมิถุนายน อย่างไรก็ตาม ปัญหาขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะ รวมถึงต้นทุนการดำเนินธุรกิจที่สูงขึ้นอาจเป็นปัจจัยที่กดดันความเชื่อมั่น
สำหรับแนวโน้มค่าเงินบาทยังมีโอกาสอ่อนค่าทดสอบโซนแนวต้าน 35.50-35.65 บาทต่อเหรียญสหรัฐ โดยเฉพาะกรณีที่ฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติไหลออกต่อเนื่องในจังหวะที่ตลาดพลิกกลับมาปิดรับความเสี่ยง ทั้งนี้ การอ่อนค่าของเงินบาทอาจถูกชะลอด้วยแรงขายของผู้ส่งออกที่ต่างรอจังหวะเงินบาทอ่อนค่า นอกจากนี้หากราคาทองคำรีบาวด์ขึ้นมาก็อาจมีโฟลว์ธุรกรรมขายทำกำไรทองคำ ซึ่งช่วยชะลอเงินบาทอ่อนค่าได้เช่นกัน ส่วนความกังวลเงินบาทอ่อนค่าต่อเนื่องรุนแรง คงมุมมองเดิมว่าเงินบาทจะยังไม่อ่อนค่าทะลุระดับ 36.00 บาทต่อเหรียญสหรัฐได้ง่าย หากตลาดไม่ได้กังวลการเริ่มใช้มาตรการล็อกดาวน์ของจีน จนหันมาเทขายสินทรัพย์ฝั่ง EM Asia ทั้งหุ้นและบอนด์รุนแรง
“ช่วงตลาดการเงินผันผวนสูงจากปัจจัยเสี่ยงหลายประการ ทั้งความเสี่ยงสงคราม ปัญหาการระบาดโอมิครอนในจีน และความกังวลเกี่ยวกับทิศทางนโยบายการเงินเฟด แนะนำผู้ประกอบการควรใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงหลากหลาย อาทิ Option เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน”นายพูนกล่าว
ด้านกลุ่มงานตลาดการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB Financial Markets) ระบุว่า ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อเงินเหรียญสหรัฐคือการดิ่งลงของราคาน้ำมันและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งช่วยลดความกังวลเรื่องภาวะเงินเฟ้อ ขณะที่ตลาดหุ้นมีการปรับตัวดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐร่วงจาก 58 ในเดือนพฤษภาคม สู่ 50 ในเดือนมิถุนายน แสดงให้เห็นว่าตลาดยังมีความกังวลเรื่องภาวะเศรษฐกิจถดถอย

