นักวิชาการ เบรก รัฐ แทรกแซงโรงกลั่น แนะปล่อยตามกลไกตลาด สร้างความมั่นคงด้านพลังงาน ระบุให้ คค.-พณ.-อุตฯ-เอกชน-ปชช. ตระหนักเรื่องการประหยัด
เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2565 ณ สโมสรราชพฤกษ์ ชมรมวิทยาการพลังงาน (ชวพน.) ได้รับเกียรติจาก ดร.คุรุจิต นาครทรรพ ผู้อำนวยการสถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย นายเจน นำชัยศิริ สมาชิกวุฒิสภาและอดีตประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย นายบวร วงศ์สินอุดม ประธานกรรมการ บริษัท พริมา มารีน จำกัด (มหาชน) มาร่วมเป็นวิทยากร เรื่อง “ความจริง… ค่าการกลั่น” โดยมีคุณศิรัถยา อิศรภักดี เป็นผู้ดำเนินรายการ
ในภาพรวม วิทยากรทั้ง 3 ท่าน ให้ความเห็นว่าควรทำความเข้าใจเรื่องค่าการกลั่นก่อนว่า ค่าการกลั่นไม่ใช่กำไร แต่เป็นตัวชี้วัดศักยภาพการกลั่นของโรงกลั่นแต่ละแห่ง ซึ่งแต่ละแห่งมีศักยภาพในการกลั่นผลิตภัณฑ์แต่ละอย่างไม่เท่ากันและไม่เหมือนกันด้วยเทคโนโลยีที่ใช้ มีผลิตภัณฑ์ที่ต้องการผลิตสนองความต้องการของตลาดต่างกัน รวมไปถึงประเภทของน้ำมันดิบที่ใช้ในการกลั่นที่มีหลากหลาย เป็นต้น นอกจากนี้ ค่าการกลั่นไม่สามารถกำหนด หรือควบคุมได้ เนื่องจากต้นทุนราคาน้ำมันดิบ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ทางการเมือง สภาวะสงคราม โรคระบาด การเจรจาในการซื้อ-ขาย และในการขายผลิตภัณฑ์ต่างๆ โรงกลั่นก็ไม่สามารถกำหนดราคาขายผลิตภัณฑ์ได้ เพราะต้องอ้างอิงสูตรคำนวนและราคาที่ภาครัฐกำหนด ค่าการกลั่นจะคำนวนได้ต้องเอาผลจากทั้งเดือนหารค่าเฉลี่ยและแต่ละเดือนก็ไม่เท่ากัน ดังนั้นการพิจารณาค่าการกลั่น ควรคำนึงถึงความมั่นคงทางพลังงาน หรือที่เรียกว่า Energy Security ในระยะยาวเป็นสิ่งที่พวกเราควรให้ความสำคัญมากกว่า
ต่อประเด็นว่าค่าการกลั่นที่สูงเป็น “ลาภลอย” ในเวทีเสวนามีความเห็นตรงกันว่า โรงกลั่นน้ำมันแต่ละโรงจะต้องรับความเสี่ยงของธุรกิจอยู่เอง เพราะในสภาวะที่ค่าการกลั่นต่ำจนผลประกอบการติดลบ โรงกลั่นก็ต้องรับความเสี่ยงนี้เองด้วย จึงไม่ถือว่าเป็นลาภลอยเนื่องจาก มีทั้งโอกาสที่ขึ้นและลงได้พอๆ กัน
ทั้ง 3 ท่านต้องการให้โรงกลั่นปลอดจากการแทรกแซงจากภาครัฐ เพื่อให้การทำธุรกิจเป็นไปตามกลไกทางการตลาด สร้างความมั่นคงทางพลังงาน มีน้ำมันใช้ ลดผลกระทบของเงินเฟ้อ ซึ่งที่ผ่านมาหลายสิบปีนั้นทำได้เป็นอย่างดีไม่มีการขาดแคลนพลังงาน หากแต่ภาครัฐควรออกมาอธิบายให้ประชาชนตระหนักถึงสภาพความเป็นจริงของราคาน้ำมันมากกว่านี้ และปรับราคาน้ำมันให้มีราคาเป็นไปตามความเป็นจริง ลดการอุ้มราคาจากกองทุนน้ำมัน เพราะความตั้งใจเดิมคือให้กองทุนเป็นเสมือนบัฟเฟอร์ ในการทำธุรกิจมากกว่า แต่ปัจจุบันได้นำเงินกองทุนไปอุดหนุนผลิตภัณฑ์บางอย่าง เช่น LPG ทำให้กลไกของกองทุนไม่ได้เป็นไปตามวัตถุประสงค์เท่าที่ควร
พร้อมแนะนำว่าการแก้ปัญหาควรมีการบูรณาการระหว่างหลายกระทรวง อาทิ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงคมนาคม รวมถึงภาคภาคเอกชน และประชาชน ในการช่วยกันประหยัดพลังงาน แก้ปัญหาคอขวดโดยเฉพาะระบบโลจิสติกส์ ประเทศไทยที่เป็นต้นทุนในการขนส่งสินค้าอุปโภคบริโภคและต้นทุนในการขนส่งของประชาชน รวมทั้งภาระในการขนส่ง สำหรับผู้ประกอบการรถสาธารณะ เป็นต้น และถ้าจะมีการช่วยเหลือ ควรเป็นการช่วยเฉพาะกลุ่มที่ได้รับความเดือดร้อน และไม่มีศักยภาพในการรับมือ
สุวัฒน์ กมลพนัส และทีมวิชาการ

