นายณรงค์ศักดิ์ พุทธพรมงคล ประธานกรรมการ หอการค้าไทย-จีน เปิดเผยว่า สำรวจดัชนีความเชื่อมั่นนักธุรกิจไทยจีน 325 คน ระหว่าง 16-24 มิถุนายน 2565 เพื่อคาดการณ์ทิศทางเศรษฐกิจในไตรมาส3/2565 ว่า ขณะนี้นักธุรกิจมีความกังวลมากสุดใน 2 ลำดับแรก ได้แก่ 76% ของกลุ่มสำรวจกังวลเรื่องสถานการณ์ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อของชาติมหาอำนาจ และ 68% กังวลเรื่องราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น ความกังวลรองลงมาคือ ราคาอาหารโลกเพิ่มสูงขึ้น ความผันผวนของตลาดการเงิน สถานการณ์โควิดที่มีอยู่บ้างแต่การใช้ชีวิตที่ผ่อนคลายมากขึ้น โดยกว่า 50% ระบุเจอปัญหาต้นทุนการประกอบธุรกิจเพิ่มขึ้น อีกมองว่า 3 เดือนข้างหน้าราคาน้ำมันและวัตถุดิบยังคงเดิม ซึ่ง 51% ระบุต้องปรับราคาเพิ่มขึ้นเล็กน้อย
เมื่อได้สอบถามสถานการณ์ทางเศรษฐกิจของประเทศจีน ผู้ให้ข้อมูล 60% คาดว่าสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนต้องใช้เวลามากกว่าอีก6เดือนจากวันนี้ ขณะที่ 34.5% คาดว่าต้องใช้เวลาระหว่าง3-6 เดือน จากนโยบายปลอดโควิดของจีนนั้นที่ทำให้เกิดการปิดบังเมืองชั่วคราว ซึ่งมีผลต่อการส่งออกของประเทศไทยไปยังจีน โดย 48 % มองว่ามีผลกระทบมาก และ 44 % คาดการณ์ว่านักท่องเที่ยวจีนจะกลับมาเยือนประเทศไทยในไตรมาสแรก2566 ขณะที่16 %คาดว่านักท่องเที่ยวจีนกลับมายืนเมืองไทยก่อนสิ้นปี 2565 ที่เหลือคาดว่ารอจนหลังไตรมาส2/2566
ในเรื่องของการท่องเที่ยวอีกเช่นกันจากนโยบายผ่อนปรนจนกระทั่งไม่มีการตรวจโควิดกับนักท่องเที่ยวก่อนเข้าประเทศ ผู้ให้ข้อมูล 55% คาดว่าต้องใช้เวลาระหว่าง3-6เดือน การท่องเที่ยวจะนำไปสู่การฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยอีกครั้งหนึ่งอย่างเต็มที่ ขณะที่ 36.8% คาดว่าต้องใช้เวลามากกว่าอีก6เดือน
นายณรงค์ศักดิ์ กล่าวว่า เมื่อพิจารณาถึงความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างจีนและไทย จากการสำรวจพบว่า 29 % คาดว่าเศรษฐกิจ การค้า การลงทุนโดยรวมของจีนในไตรมาส3 จะดีขึ้น เมื่อเทียบกับไตรมาส 2 ขณะที่ 43% คาดว่าเศรษฐกิจจีนจะทรงๆ ส่วน 22 % มีความเห็นว่าเศรษฐกิจจีนน่าจะเติบโตช้าลง ซึ่งผลการประเมินดังกล่าวได้สะท้อนถึงการคาดคะเนการส่งออกของไทยไปยังประเทศจีนในไตรมาส 3 เทียบกับไตรมาสปัจจุบัน 54 % คาดว่าการส่งออกของไทยไปยังจีนจะเพิ่มขึ้น และ 27% ยังไม่เปลี่ยนแปลงไปจากปัจจุบัน การคาดคะเนการนำเข้านั้น 58% คาดว่าการนำเข้าจากจีนจะเพิ่มสูงขึ้น และ 23 % การนำเข้าจะทรงตัว ส่วนผลของการสอบถามความคิดเห็น ด้านการลงทุนของจีนในไทย พบว่า 56% ของผู้ให้ข้อมูลคิดว่าการลงทุนจากจีนในไทยในไตรมาสที่สามเมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสที่สองจะเพิ่มขึ้นในขณะที่ 28% ของผู้ให้ข้อมูลคาดว่าการลงทุนจะไม่เปลี่ยนแปลงไปจากปัจจุบัน โดยสรุปเศรษฐกิจจีนมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นบ้างในอีก3 เดือนหน้า และน่าจะมีผลที่ดีกับประเทศไทยในเรื่องการค้า และการลงทุนระหว่างประเทศ
การสำรวจการคาดการณ์สถานการณ์เศรษฐกิจ การค้า การลงทุน ของไทยโดยรวม ในไตรมาสที่ 3 เมื่อเทียบกับไตรมาสปัจจุบัน สรุปได้ว่า 52 % คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะดีขึ้น 25% จะทรงๆ ขณะที่ 20% ไตรมาส 3 จะชะลอตัวลงอีก ทั้งนี้ภาคธุรกิจที่ยังสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในไตรมาสหน้า คือ ธุรกิจการท่องเที่ยว พืชผลการเกษตร ธุรกิจบริการสุขภาพ และธุรกิจออนไลน์ ส่วนธุรกิจที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน คือ ธุรกิจการท่องเที่ยว พืชผลการเกษตร และพลังงานและสาธารณูปโภค การสอบถามเพิ่มเติมในส่วนของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว พบว่าเป็นอุตสาหกรรมเป็นโอกาสของประเทศไทยที่สำคัญและจะนำไปสู่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจได้หากได้รับการแก้ไขอุปสรรคอย่าวรวดเร็ว
การคาดการณ์ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ในไตรมาสที่ 3 เมื่อเทียบกับไตรมาสปัจจุบัน ผู้ให้ข้อมูล 51% คาดว่าดัชนีตลาดหลักทรัพย์น่าจะปรับตัวลดลง 22% คาดว่าคงเดิม 23% คาดว่าจะปรับตัวดีขึ้น ส่วนแนวโน้มอัตราแลกเปลี่ยนในไตรมาสหน้านั้น เสียงส่วนใหญ่ 57% คาดว่าเงินบาทจะมีค่าอ่อนลงเมื่อเทียบกับดอลล่าร์สหรัฐอเมริกา และอีก 17% คิดว่าถ้าเงินบาทจะอ่อนตัวลงเป็นอย่างมาก ซึ่ง ผลการสำรวจในครั้งนี้ สิ่งภาคเอกชนต้องติดตาม คือ สถานะการณ์ความขัดแย้งของมหาอำนาจที่จะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและไทย สถานะการณ์ค่าเงินบาทที่อ่อนตัวลง มีผลทำให้การนำเข้าพลังงานมีต้นทุนสูงขึ้นมาก ในขณะที่ภาคการท่องเที่ยวที่จะได้ประโยชน์จากการที่บาทอ่อน ยังไม่สามารถหวังผลได้เต็มที่ จะกดดันให้เงินเฟ้อค่อยๆสูงขึ้น โดยภาคเอกชนก็ยังมีความกังวลใจกับการปรับราคาขึ้นตามภาวะเงินเฟ้อ
