นายวรภัค ธันยาวงษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ภาพรวมการขยายตัวของสินเชื่อธนาคารปี 2559 คาดว่าจะติดลบราว 3-5% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยช่วง 9 เดือนแรก สินเชื่อของธนาคารติดลบ 6% เนื่องจากความต้องการสินเชื่อลดลงตามภาวะเศรษฐกิจที่ค่อย ๆ ฟื้นตัว แต่เชื่อว่าช่วงที่เหลือของปีนี้ จะมีความต้องการสินเชื่อเข้ามาเพิ่มเติมตามวัฏจักรของธุรกิจ และเชื่อว่าปี 2560 สินเชื่อของธนาคารจะกลับมาขยายตัวที่ 3% ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและการลงทุนภาครัฐที่มีความชัดเจนและเป็นรูปธรรมมากขึ้น
นายวรภัค กล่าวว่า ธนาคารยังเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อเพื่อดูแลคุณภาพของสินเชื่อ ทั้งสินเชื่อธุรกิจและรายย่อย ทำให้อัตราการปฏิเสธสินเชื่อของธนาคารอยู่ที่กว่า 30% เนื่องจากหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้(เอ็นพีแอล) ของธนาคารปัจจุบันอยู่ที่ 4.2% และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น คาดว่าจะถึงจุดสูงสุดในกลางปี 2560 ดังนั้น ธนาคารจึงยังตั้งสำรองหนี้เสียในระดับสูง เดือนละประมาณ 1,000 ล้านบาท จากปกติราว 500 ล้านบาท รวมทั้งมีการตั้งสำรองพิเศษด้วย โดย 9 เดือนแรก 2559 มีการตั้งสำรองไปแล้วกว่า 19,500 ล้านบาท ปัจจุบันอัตราส่วนค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญต่อเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพของธนาคาร อยู่ที่ 105% ขณะที่ธนาคารอื่นอยู่ที่ราว 130-140% ซึ่งธนาคารมีเป้าหมายที่จะตั้งสำรองเพิ่มเพื่อให้อยู่ในระดับเดียวกับธนาคารอื่นภายใน 2-3 ปีข้างหน้า
อย่างไรก็ดี ผลการดำเนินงานของธนาคารยังอยู่ในเกณฑ์ดี คาดว่ากำไรก่อนหักสำรองหนี้เสีย สิ้นปีนี้ จะอยู่ที่60,000 ล้านบาท จากปี 2555 ที่อยู่ที่ราว 40,000 ล้านบาท โดยช่วง 9 เดือนแรก ธนาคารมีกำไรก่อนหักสำรองฯ อยู่ที่ 55,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 14% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ส่วนกำไรสุทธิของธนาคารยังคงเติบโตอยู่ เมื่อหักสำรองหนี้เสียแล้ว
นายวรภัค กล่าวว่า จะครบวาระการดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่ ของกรุงไทย ในวันที่ 7 พฤศจิกายน โดยได้ส่งไม้ต่อให้กับ นายพยง ศรีวณิช ซึ่งจะเข้ามารับตำแหน่งเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ ต่อ ในวันที่ 8 พฤศจิกายนนี้ สำหรับการทำงานตลอด 4 ปีที่ผ่านมา (2555-2559) หัวใจสำคัญ คือ การเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรและสร้างระบบการทำงานในระยะยาว โดยเฉพาะการจัดการทรัพยากรบุคคล มีการสื่อสารมากขึ้น มีระบบการประเมินประสิทธิภาพในการทำงานทั้งรายบุคคลและสาขา และได้นำระบบบริหารจัดการข้อมูล มาใช้ ทำให้สามารถวิเคราะห์ข้อมูลด้านต่าง ๆ ได้แบบรายวัน เช่น แต่ละสาขาจะมีกำไรหรือขาดทุน หรือด้านคุณภาพสินเชื่อ หากมีเอ็นพีแอลเกิดขึ้นก็สามารถบอกได้ว่าเกิดจากสินเชื่อใด พื้นที่ใด ทำให้สามารถแก้ไขปัญหาได้ตรงจุด โดยระบบนี้แล้วเสร็จช่วงกลางปี 2558 ที่ผ่านมา หลังจากนี้ เมื่อนำระบบบริหารจัดการข้อมูลเข้ามาใช้การดำเนินงานของธนาคารจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะการดูแลหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ซึ่งคาดว่าสัดส่วนจะทยอยลดลง
“สิ่งที่ภาคภูมิใจมากที่สุดตลอดการทำงานที่กรุงไทย คือ ความร่วมมือและการต้อนรับสหภาพฯและพนักงานทุกคนที่ถือว่าเกินความคาดหมายที่คาดว่าจะได้รับ ความร่วมมือมา พลังมา แต่กรณีแบบนี้ไม่ได้มาตามธรรมชาติ ดังนั้นอยากฝากคุณพยงว่าจะต้องฉายภาพให้เขาเห็นว่ามีปัญหา มีโอกาสอย่างไร และคุยกันให้เข้าใจ กรุงไทยเหมือนแก้วน้ำใบใหญ่ที่มีน้ำเพียงครึ่งแก้ว มีโอกาสที่มากที่จะช่วยให้ลูกค้าเติบโตขึ้น มั่นคงขึ้น นอกจากนี้ คนเป็นผู้นำต้องลงไปดูปัญหาหน้างานด้วย ทั้งนี้ ผมโชคดีที่ตลอดการทำงานไม่มีการแทรกแซงจากทางการเมือง ทั้ง ในการแต่งตั้งผู้บริหารระดับกลาง และ ระดับสูงรวมไปถึงการโยกย้าย ทำให้ได้คนที่มีฝีมือจริงเข้ามาทำงาน หวังว่าในสมัยของคุณผยงจะทำงานได้อย่างราบรื่นเช่นกัน” นายวรภัค กล่าว
นอกจากนี้ นายวรภัค กล่าวว่า ตลอดการทำงานได้ดำเนินตามเบื้องพระยุคคลบาท โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุยเดชที่ทรงใช้หลักธรรมในการปกครอง ซึ่งพระองค์ได้มีพระราชดำรัสไว้ว่า เราจะครองแผ่นดินโดยธรรมเพื่อประโยชน์สุขของมหาชนชาวสยาม หรือความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนคนไทยนั่นเอง ในส่วนของธนาคารก็อยากจะช่วยให้ลูกค้าเติบโตขึ้น มั่งคั่งและมั่นคงขึ้น เพื่อให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น รวมทั้งได้นำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้กับการดำเนินงานของธนาคารซึ่งทำให้ธนาคารเติบโตตามเป้าหมายได้ เพราะตังอย่างที่เกิดขึ้นในระบบสถาบันการเงิน คือ วิกฤติซับไพรม์ สิ่งที่เกิดขึ้นเพราะธนาคารต่างชาติโลภ ไม่มีความพอเพียงอยากจะมีกำไรมากเพียงอย่างเดียว ในที่สุดก็ล้ม
นายพยง กล่าวว่า จะสานต่อสิ่งที่ นายวรภัคได้ดำเนินมาเพื่อสร้างการเติบโตขององค์กร รวมทั้งการดูแลลูกค้า พนักงาน ตลอดจนผู้ถือหุ้น โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำแผนงาน ปี 2560 เพื่อเสนอต่อกระทรวงการคลัง ซึ่งนายวรภัค ก็เป็นพี่เลี้ยงและให้คำแนะนำ โดยเป้าหมายสำคัญหลังจากนี้คือ การเติบโตอย่างยั่งยืน ไม่เน้นเพียงการเหยียบคันเร่ง แต่จะสร้างความสมดุลทุกส่วนของธนาคาร ทั้งนี้ สภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนไป รัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนให้นำเทคโนโยลีเข้ามาใช้เพิ่มมากขึ้นในระบบชำระเงิน ซึ่งธนาคารพร้อมที่จะดำเนินการให้สอดคล้องกับพันธกิจของรัฐบาล นอกจากนี้ ในส่วนของฟินเทค ที่จะเข้ามาเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคและอำนวยความสะดวกในหลาย ๆ เรื่อง ธนาคารก็จะมีการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่เพื่อให้สามารถบริการลูกค้าได้ตามความต้องการ

