หน้าแรก เศรษฐกิจ ‘ดีพร้อม’ ลุย...

‘ดีพร้อม’ ลุย 7 อุตฯใหม่ดาวรุ่งพลิกฟื้นศก.ไทย

5.07.22 | 07:28 น.

‘ดีพร้อม’ ลุย 7 อุตฯใหม่ดาวรุ่งพลิกฟื้นศก.ไทย

เศรษฐกิจที่เพิ่งจะฟื้นตัวจากอาการป่วยโควิด-19 ต้องกลับมาสะดุดอีกครั้งจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน รวมไปถึงวิกฤตน้ำมัน กำลังลุกลามไปทั่วโลก และส่งผลกระทบโดยตรงต่อธุรกิจของเอสเอ็มอี

ปัญหาสำคัญคือ การเพิ่มขึ้นของต้นทุนการผลิต โดยเฉพาะต้นทุนด้านพลังงาน น้ำมันเชื้อเพลิง ค่าขนส่ง ต้นทุนด้านการเงินจากคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีแนวโน้มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย สกัดเงินเฟ้อที่กำลังร้อนแรง

ณัฐพล รังสิตพล อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ ดีพร้อม (DIPROM) หน่วยงานช่วยดูแลเอสเอ็มอี เสนอทางออกจากภาวะเช่นนี้ว่า เอสเอ็มอีและวิสาหกิจชุมชน จำเป็นต้องปรับตัวและวางกลยุทธ์ในการทำธุรกิจที่เหมาะสม 1.ควรให้ความสำคัญกับการควบคุมต้นทุนการผลิต การใช้ไฟฟ้าและพลังงาน ที่ปรับตัวรุนแรงในช่วงที่ผ่านมา ลดค่าใช้จ่ายไม่จำเป็น นำการทำงานรูปแบบดิจิทัลมาช่วยลดต้น

2.จำเป็นต้องมีการวางแผน และปรับโครงสร้างการประกอบการให้มีความหลากหลาย เพื่อให้สามารถปรับเปลี่ยนช่องทางธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว ปรับปรุงการจ้างแรงงานให้มีศักยภาพมากขึ้น เสริมสภาพคล่องในการประกอบการ รวมถึงกระจายความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจ และ 3.ขยายช่องทางการตลาดรูปแบบใหม่ อาทิ ตลาดออนไลน์ โดยเฉพาะการใช้แพลตฟอร์ม อี-คอมเมิร์ซ เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าถึงสินค้าได้รวดเร็วและตรงเป้าหมาย

Advertisement

ดีพร้อมได้ประเมินอุตสาหกรรมที่มีโอกาสเติบโตในสถานการณ์ปัจจุบันและช่วงครึ่งปีหลัง พบว่ากลุ่มอุตสาหกรรมใหม่แห่งอนาคต หรือ New S-Curve ได้รับความสนใจในหมู่นักลงทุนทั้งไทยและชาวต่างชาติมากที่สุด 7 อุตสาหกรรม ประกอบด้วย 1.อุตสาหกรรมเกษตรสมัยใหม่และเทคโนโลยีชีวภาพ การทำเกษตรยุคใหม่ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ถือเป็นกลไกหนึ่งที่ช่วยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

2.อุตสาหกรรมทางการแพทย์ครบวงจร การเข้าสู่สังคมสูงวัย การเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้ป่วย พบว่า 4 สาขาอุตสาหกรรมและธุรกิจของไทย คือเครื่องมือแพทย์ ยาและยาชีววัตถุ อาหารทางเลือก และสมุนไพร สอดรับกับเป้าหมายการเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ครบวงจร

3.อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ กำลังมีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ ในภาคการผลิตและอุตสาหกรรมทั่วโลก ดีพร้อมได้ผลักดันคลัสเตอร์หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีหันมาใช้ในการผลิต ลดต้นทุน ลดพึ่งพาแรงงาน มีการดึงกลุ่มสถานประกอบการที่ต้องการใช้หุ่นยนต์เข้าร่วมคลัสเตอร์มากขึ้น ปัจจุบันมีเอสเอ็มอีทั้งผู้ผลิตและผู้ใช้ รวม 22 บริษัท แม้ยังน้อยแต่ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี

4.อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ คาดว่าจะมีดัชนีผลผลิตและมูลค่าการส่งออกขยายตัวประมาณ 3.0% และ10.0% ตามลำดับ เนื่องจากตลาดโลกยังคงต้องการชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เช่น การผลิตสินค้าสมัยใหม่ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ และการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า รวมทั้งการขยายโครงข่ายและพัฒนาระบบเทคโนโลยี 5G ทำให้มีความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

5.อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม เริ่มขยายตัวเพิ่มขึ้นจากประเทศคู่ค้าสำคัญ เช่น สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น จีน และยุโรป ที่ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับควาต้องการในประเทศเริ่มกลับมาจากนโยบายการเปิดประเทศ

6.อุตสาหกรรมท่องเที่ยว สถานการณ์โควิด-19 ส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวโดยตรงและรุนแรง จึงเป็นอุตสาหกรรมที่อาจต้องใช้ระยะเวลาในการฟื้นตัว แต่หากสถานการณ์โควิด-19 จบลง หรือสามารถควบคุมการระบาดได้ การท่องเที่ยวจะเป็นอุตสาหกรรมแรกๆ ที่กลับมาฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว ซึ่งหลังจากที่รัฐบาลเริ่มผ่อนคลายมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดโรคโควิด-19 ด้วยมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวต่างๆ คาดว่านักท่องเที่ยวคุณภาพจะเพิ่มมากขึ้น แนวทางการตลาดตอบกลุ่มเป้าหมายกำลังซื้อสูง

7.อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า หนึ่งในนโยบายสำคัญของรัฐบาล กระทรวงอุตสาหกรรมได้เร่งขับเคลื่อนปัจจัยแวดล้อมในการสร้างศักยภาพและความเข้มแข็งอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าที่สำคัญ ได้แก่ การจัดทำมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์ไฟฟ้าครอบคลุม รถยนต์ รถกระบะ รถโดยสาร รถบรรทุก รถจักรยานยนต์ รถสามล้อ แบตเตอรี่ และสถานีอัดประจุ รวมทั้งสิ้น 114 มาตรฐาน

นอกจากนี้ ยังพัฒนาศูนย์ทดสอบยานยนต์และยางล้อแห่งชาติ หรือ ศูนย์ทดสอบ ATTRIC ณ อำเภอสนามชัยเขต จังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อการยกระดับมาตรฐานและการวิจัย ซึ่งเป็นศูนย์ทดสอบด้านยานยนต์แห่งแรกในภูมิภาค ASEAN ประกอบด้วยการวิจัยพัฒนาทดสอบสมรรถนะยานยนต์และชิ้นส่วนต้นแบบ การทดสอบยางล้อ และศูนย์ทดสอบแบตเตอรี่ ยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการในประเทศมีการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐานสากล

อธิบดีณัฐพล ยังระบุถึงการส่งเสริมให้เอสเอ็มอีปรับตัวเข้าสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ว่า ได้เริ่มมาตั้งแต่ปี 2564 โดยร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบ ที่ขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้า ช่วยลดมลพิษทางอากาศและเสียง และช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์พร้อมทั้งยังคงความเป็นเอกลักษณ์ตามท้องถิ่นได้อย่างเหมาะสม จำนวน 3 ต้นแบบ คือ ต้นแบบรถสามล้อพ่วงข้างไฟฟ้าโดยสาร ในการให้บริการนักท่องเที่ยวชมสวนดอกไม้ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ต้นแบบรถชมวิวไฟฟ้าโดยสาร ในการให้บริการนักท่องเที่ยว อ.เมือง จ.น่าน และต้นแบบเรือไฟฟ้าโดยสาร ในการให้บริการนักท่องเที่ยวชมหิ่งห้อย ตลาดน้ำอัมพวา อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม และในปี 2565 ดีพร้อมได้ขยายการพัฒนาต้นแบบอีกจำนวน 3 ต้นแบบ ประกอบด้วย ต้นแบบรถสามล้อไฟฟ้า ต้นแบบ รถรางไฟฟ้า และเรือหางยาวไฟฟ้าเพื่อการท่องเที่ยว

นอกจากนี้ ดีพร้อม ยังได้ขานรับนโยบายรัฐบาลและกระทรวงอุตสาหกรรม ในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว หรือ BCG Model เพื่อเป็นแนวทางในการสนับสนุนอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันที่เพิ่มมากขึ้น และเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพื่ออนาคต ผ่านการดำเนินโครงการ/กิจกรรมที่สำคัญ อาทิ โครงการ ดีพร้อม สตาร์ตอัพ คอนเน็กต์ (DIPROM Startup Connect) เพื่อสร้างผู้ประกอบการรุ่นใหม่ให้เติบโตโดยนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้ในการบริหารจัดการให้เกิดความยั่งยืนทางธุรกิจตามแนวทาง BCG โครงการ The Gifted DIPROM BCG ซึ่งเป็นการปฏิรูปโครงการพัฒนาเกษตรอุตสาหกรรมตามนโยบาย BCG โดยได้ริเริ่มทดลองดำเนินงานเพื่อศึกษาและพัฒนาแนวทางการเพิ่มผลิตภาพแก่ธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมอย่างยังยื่น โดยการพัฒนาการเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ หรือการใช้ทรัพยากรอย่างมีคุณค่า กระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

โครงการสร้างมูลค่าเพิ่มผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน หรือ Creative Value Design in Circular Economy Fashion & Lifestyles เพื่อส่งเสริมการนำความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม และการออกแบบมาใช้ในการผลิตสินค้าในกลุ่มอุตสาหกรรมแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ และผลักดันการประยุกต์ใช้องค์ความรู้ด้าน “อัพไซคลิ่ง (Upcycing)” ซึ่งเป็นแนวทางการแปรรูป-ผสมผสานการใช้ซ้ำ และการนำกลับมาใช้ใหม่ สิ่งเหลือใช้จากการผลิตสินค้า

รวมไปถึงวัสดุเหลือใช้จากการอุปโภคและบริโภคในท้องถิ่น และวัสดุรีไซเคิลอื่นๆ ให้กลายเป็นสินค้าหรือบริการที่มีมูลค่าเพิ่มต่อไป