อีคอนไทย มองใช้สมช.บริหารวิกฤตไม่ได้ ต้องดึงเอกชน-นักการเงินร่วมแก้ปัญหา

นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภานายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย(อีคอนไทย) กล่าวว่า รัฐบาลได้เห็นชอบให้จัดตั้งคณะกรรมการขึ้น 2 ชุด เพื่อรับมือกับสถานการณ์ ได้แก่ 1.คณะกรรมการเฉพาะกิจบริหารสถานการณ์เศรษฐกิจ โดยมีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ซึ่งจะทำหน้าที่คล้ายกับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ฝ่ายเศรษฐกิจ ที่มีการนำเอาหน่วยงานเศรษฐกิจเข้ามาประชุมหารือร่วมกัน และ 2.คณะกรรมการเฉพาะกิจติดตามประมวลผลวิเคราะห์ผลกระทบ จัดทำข้อเสนอแนะในการแก้ปัญหาทุกมิติ และจัดทำแผนรองรับทุกด้านตามวิกฤตในอนาคต ซึ่งมีผู้แทนจากกระทรวงการคลังเป็นประธาน โดยมองว่าอยากให้มีภาคเอกชนเข้าไปมีส่วนร่วมใน 2 ทีมนี้ด้วย ซึ่งหากมีเอกชนเข้าร่วมแสดงความคิดเห็น และวางแผนการทำงานต่างๆ ได้ อันนี้เห็นด้วย และมองว่าควรทำมานานแล้ว
วิกฤตเศรษฐกิจในขณะนี้มีความซ้ำซ้อนมาก เริ่มจากการระบาดโควิด-19 ที่สร้างผลกระทบมากกว่า 2 ปี ต่อมาต้องเผชิญกับปัญหาความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครน ก่อให้เกิดวิกฤตราคาพลังงานปรับสูงขึ้น เงินเฟ้อสูง รวมถึงค่าเงินบาทอ่อนค่า และยังไม่รวมปัญหาที่อาจเกิดเป็นวิกฤตในอนาคตต่อจากนี้อีก ทำให้การใช้สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) มาบริหารดูแลเรื่องเงินเฟ้อ บาทอ่อน และราคาพลังงาน ซึ่งมองว่ายังไม่ได้เข้าที่เข้าทาง รวมถึงทีมเศรษฐกิจในขณะนี้หากถามว่า ใครคือหัวหน้าทีมเศรษฐกิจก็ยังไม่สามารถตอบได้ ซึ่งถือว่าแปลกมาก ทำให้การนำภาคเอกชนเข้ามาทำงานร่วมด้วย ถือเป็นแนวทางที่ถูกต้องแล้ว เพราะเอกชนจะสามารถให้ข้อเสนอแนะได้แบบผู้รู้จริง เพราะทำงานเอง
แต่สิ่งที่ต้องระมัดระวังคือ การนำภาคเอกชนเข้ามาทำงานร่วมด้วย อาจเป็นเอกชนที่มีขนาดเล็ก มีความเป็นจุลภาคมาก ไม่ได้เป็นมหภาคที่มองภาพใหญ่เป็นหลัก ทำให้อาจสนใจแต่ภาพของตัวเอง ไม่ได้มองภาพใหญ่อย่างที่ควรต้องทำ จึงต้องนำนักการธนาคาร เข้ามาผสมในการทำงานด้วย ซึ่งประเทศไทยมีคนเก่งในด้านเหล่านี้จำนวนมาก แต่ต้องระวังเรื่องการขอส่วนลดหย่อนต่างๆ อาทิ การขอลดหย่อนภาษีเฉพาะกลุ่มของแต่ละด้าน ที่มีความต้องการแตกต่างกันไป โดยหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ มองว่าต้องเฟ้นหามาให้ได้ เนื่องจากนายกฯ นั่งหัวโต๊ะเป็นประธานอยู่แล้ว อาจมีความต้องใจดี แต่เรื่องเศรษฐกิจถือเป็นคนละเรื่องกับความมั่นคง
ด้านขั้นตอนการทำงาน อยากให้รับฟังปัญหาของภาคเอกชนและประชาชน ว่าปัญหาเหล่านั้นคืออะไร ซึ่งเอกชนไทยมีหลายด้าน อาทิ อุตสาหกรรม ก็มีทั้งส่งออก และในประเทศ ที่ความต้องการและปัญหาก็มีแตกต่างกัน โดยรัฐบาลจะต้องดึงคนเก่งในแต่ละอุตสาหกรรมออกมาและทำงานด้วยกัน เป็นกลุ่มที่มองภาพขนาดใหญ่ร่วมกัน เพราะคณะทำงานที่ควรอยู่ใน 2 ทีมนี้ ต้องเป็นการรวมคนเก่งในแต่ด้านเข้าด้วยกัน สะท้อนปัญหาและแนวทางการแก้ไขปัญหาต่างๆ อย่างตรงจุดที่สุด ไม่ใช่ว่าใช้ยาขนานเดียวแก้ไชทุกโรคเหมือนกันหมด
ปัญหาที่ควรต้องเร่งแก้ไขมากที่สุดคือ ต้องยอมรับก่อนว่า เศรษฐกิจไทยดูผิวเผินเหมือนจะฟื้นตัว แต่ตอนนี้ยังมีความเสี่ยงอยู่มาก ประเมินได้จากตลาดแรงงาน ภาคบริการ และธุรกิจต่างๆ ทำให้สิ่งสำคัญคือ สภาพคล่องของธุรกิจ อาทิ การกลับมาของภาคการท่องเที่ยว ก็ต้องใช้เงินในการปรับปรุงสถานประกอบการ เพื่อรองรับและให้บริการใหม่ต่อไป รวมถึงปัญหาอะไรที่เป็นอุปสรรคระยะสั้น ก็ต้องหาทางแก้ไขเบื้องต้น รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่ต้องศึกษาเพิ่มเติมว่า ควรจะกระตุ้นในแนวทางใด เพราะหากให้ไปแบบไม่มีมูลค่าเพิ่ม หรือสร้างกิจกรรมต่อยอดในเศรษฐกิจ ก็ไม่มีประโยชน์ เนื่องจากที่ผ่านมาเราให้ไปแบบง่ายๆ เป็นการแจกให้อย่างเดียว
กลุ่มที่มีความแข็งแรงอยู่ ก็ไม่ควรเข้าไปช่วยเหลือ อาทิ บริษัทในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กลุ่มนี้ยังไม่ต้องช่วย เพราะมีความแข็งแรงอยู่แล้ว รวมถึงบริษัทในกลุ่มส่งออกเป็นหลัก โดยมองว่าควรช่วยบริษัทในประเทศที่เจอผลกระทบจากวิกฤตซ้ำไปซ้ำมามากกว่า ซึ่งการช่วยเหลือก็ไม่อยากให้โปรยหรือหว่านทั้งหมด แต่เป็นการช่วยคนที่เสนอความต้องการให้ช่วยเหลือเข้ามามากกว่า เพราะจะเป็นการช่วยคนที่ต้องการให้ช่วยจริงๆ และมีความตรงจุด โดยอยากให้ยกเลิกมาตรการลดหย่อนภาษี เพราะการเสียภาษีแสดงความธุรกิจมีกำไร ซึ่งการมีกำไรก็ควรต้องเสียภาษีก็ถูกแล้ว

