หน้าแรก เศรษฐกิจ เจ้าสัวสหพัฒน...

เจ้าสัวสหพัฒน์  พลิกตำราสู้ หันผลิตสินค้าใหม่ หนีกับดักตรึงราคา ลั่นไม่ขึ้นก็อยู่ไม่ได้

6.07.22 | 13:34 น.

เจ้าสัวสหพัฒน์  พลิกตำราสู้ หันผลิตสินค้าใหม่ หนีกับดักตรึงราคา ลั่นไม่ขึ้นก็อยู่ไม่ได้ ชี้ มาม่าตัววัดศก.เผยปีนี้โตแค่ 3-5%

ยังคงวิกฤตต่อเนื่อง ตลาดบะหมี่สำเร็จรูปมูลค่า 2 หมื่นล้านบาท ที่กำลังรับแรงกดดัน”ต้นทุน”การผลิตที่พุ่งสูง จากสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ยืดเยื้อ

แม้แต่เจ้าตลาดอย่าง”มาม่า”ในเครือสหพัฒน์ มีผลิตภัณฑ์กว่า 50 รสชาติ ยังสะท้านกับต้นทุนที่เพิ่มทะลุเพดาน โดยเฉพาะวัตถุดิบหลักอย่างแป้งสาลีและน้ำมันปาล์มที่ปรับขึ้นสูงมาก จนแบกต่อไปไม่ไหว

จึงส่งสัญญาณ”ขอปรับราคา”มาม่าตลาดแมส อีกซองละ 1 บาท จาก 6 บาท เป็น 7 บาท หลังไม่ได้ปรับมา 14 ปี ขณะนี้รอแค่”วันเวลา”ได้รับไฟเขียวจากกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งว่ากันว่าหลังเสร็จศึกอภิปรายน่าจะผ่านฉลุย

และวิกฤตครั้งนี้ ไม่ใช่”มาม่า”เจ้าเดียวที่ขอปรับราคา บะหมี่ยี่ห้ออื่นก็ยื่นขอปรับด้วยเช่นกัน แต่เสียงไม่ดังเท่า”ตระกูลมาม่า”เท่านั้นเอง

จากสถานการณ์ปีนี้ที่เจอวิกฤตซ้อนวิกฤต ”บุณยสิทธิ์ โชควัฒนา “ ประธานเครือสหพัฒน์
บอกว่า ส่งผลต่อต้นทุนการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคมากและรุนแรงกว่าวิกฤตต้มย้ำกุ้งเมื่อ 26 ปีก่อนมาก

Advertisement

“ช่วงนั้นเงินบาทอ่อนตัว ส่งผลต้นทุนสินค้าขึ้นราคา แต่ค่อยๆปรับขึ้น แต่ครั้งนี้ขึ้นพรวดเดียว กระทบมากสุด โดยเฉพาะแป้งสาลี น้ำมันปาล์ม เลยทำให้บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปได้รับผลกระทบก่อน เมื่อวัตถุดิบขึ้นทุกอย่าง ยังไงเราก็ต้องขึ้นราคา ไม่ขึ้นเราก็อยู่ไม่ได้ แต่การขึ้นต้องทยอยเพื่อให้ผู้บริโภคมีเวลาปรับตัว หากรัฐไม่ให้ขึ้น ยิ่งควบคุมนาน มีโอกาสสินค้าจะขาดแคลนได้” เป็นสัญญาณจากเสี่ยสหพัฒน์ในวันขึ้นเวทีแถลงข่าวจัดงานสหกรุ๊ปแฟร์ครั้งที่ 26

ในประเด็นเดียวกันนี้ มีเสียงสะท้อนจาก “เวทิต โชควัฒนา” กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) ออกมาสำทับอีกแรงว่า ราคาวัตถุดิบปรับตัวขึ้นตั้งแต่ก่อนเกิดสงคราม แต่เมื่อเกิดสงครามและยืดเยื้อส่งผลให้ต้นทุนพุ่งสูง นับเป็นวิกฤตที่หนักที่สุด โดยวัตถุดิบหลักที่เป็นครึ่งหนึ่งของต้นทุนการผลิต น้ำมันปาล์มปรับขึ้น 110% ข้าวสาลีขึ้น53% รวมถึงแพคเกจจิ้ง การขนส่งก็ขึ้นหมดตามราคาน้ำมัน

“ตอนนี้ต้นทุนของเรามันทะลุเพดานไปนานแล้ว ที่ผ่านมายังตรึงได้เพราะมีสต็อกเก่าซึ่งหมดไปเมื่อ 2 เดือนแล้ว ตอนนี้เราไม่ไหวแล้ว ทุกซองที่ขายติดลบ เพราะราคาขายต่ำกว่าต้นทุน เราจึงยื่นขอขึ้นราคา 1 บาท ซึ่งรัฐไม่ได้ว่าไม่ให้ ก็เข้าใจว่ากระทรวงพาณิชย์ต้องการใช้เวลาพิจารณาเพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับปากท้องของประชาชน ”

แม้มาม่าจะขึ้นราคา 1 บาท “เวทิต” บอกว่า ยังเป็นราคาที่ยังไม่มีกำไร เพราะต้นทุนแซงหน้าราคานี้ไปแล้ว พร้อมประเมินว่า หากขึ้นราคามาม่าเป็น 7 บาท ยังถูกกว่าสินค้าอื่นๆและเชื่อว่าจะไม่ส่งผลกระทบกับผู้บริโภค แม้ในระยะแรกอาจจะมีช็อกไปบ้างก็ตาม แต่ต้องยอรับว่ามาม่าเป็นของที่ถูกที่สุดที่คนหาซื้อได้

“ต้องยอมรับว่าเศรษฐกิจปีนี้ดีกว่าปีที่แล้วนิดเดียว ยังไม่เท่าก่อนมีโควิด ซึ่งบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปถือเป็นตัวชี้วัดเศรษฐกิจได้อย่างหนึ่ง หากเศรษฐกิจดีบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปจะขายดีมาก แต่ถ้าเศรษฐกิจไม่ดีบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปก็ยังขายได้ ซึ่งบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมีมูลค่าตลาด 20,000 ล้านบาท ในครึ่งปีแรกของปีนี้เติบโต 7% ส่วนทั้งปีนี้คาดว่าจะเติบโตอยู่ที่ 3-5% ไม่หวือหวาเหมือนเมื่อก่อน”

นอกจากนี้ ”เวทิต” ยังประเมินว่า จากสงครามรัสเซียกับยูเครนที่ยืดเยื้อกลายเป็น ”โยโย่เอฟเฟ็กต์” ต่อการดำเนินธุรกิจ เพราะต้นทุนยังสูงขึ้นต่อเนื่องและลากยาวกว่าที่คิด อย่างไรก็ตามการที่รัฐดูแลผู้บริโภคถือว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่ต้องมีมาตรการระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาวมารองรับถึงจะสมเหตุสมผล ปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด ยกเว้นว่าส่งผลกระทบต่อความมั่นคงหรือความเป็นอยู่อย่างรุนแรงของประชาชน

“สินค้าขึ้นราคาผู้บริโภคอาจจะช็อก แต่ต้องยอมรับความจริงว่าของมันแพงขึ้นทั้งโลก ก็มีหลายคนชอบถามว่า ของขึ้นราคาแล้วจะไม่ลงซึ่งไม่จริง เพราะเราไม่ใช่แบรนด์เดียวในตลาด ใคร ๆ ก็อยากได้ส่วนแบ่งการตลาด จะต้องต่อสู้กัน เพราะเป็นกลไกของตลาดเสรี ไม่ใช่ตลาดผูกขาด อย่าควบคุมมาก เพราะตลาดจะมีวิธีการคุมราคากันได้เอง”เป็นคำตอบของผู้เล่นรายใหญ่ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมา 50 ปี

และจากวิกฤตต้นทุนและยังรอวันปลดล็อก”ราคา” ทำให้”มาม่า”ต้องพลิกเกมเช่นกัน โดยมุ่งเจาะตลาดพรีเมียม ราคาซองละ 10 บาท ล่าสุดนำมาม่า 4 รสชาติยอดนิยม ได้แก่ รสต้มยำกุ้ง รสหมูสัม รสต้มยำกุ้งน้ำข้นและบะหมี่น้ำใส ออกสูตรใหม่เป็นซีรี่ส์ลดโซเดียมหรือ มาม่า Less Sodium ขายราคา 8 บาท เจาะกลุ่มผู้บริโภคที่รักสุขภาพ พร้อมชิมลางตลาดในเดือนสิงหาคมนี้

”เวทิต” ฉายภาพว่าที่ผ่านมากลุ่มพรีเมียมเติบโตอย่างมาก โดยภาพรวมตลาดเติบโตอยู่ที่ 15% ขณะที่มาม่าเองเติบโตถึง 28% โดยสินค้ากลุ่มพรีเมียมของมาม่าคิดเป็น 20% ของพอร์ต ซึ่งสินค้าใหม่ที่ทยอยออกในครึ่งปีหลังนี้ จะเป็นสินค้าที่ผลิตตามตุ้นทุนใหม่ทั้งสิ้น

“นอกจากนี้มาม่าจะเพิ่มการส่งออกมากขึ้น เพราะมีความต้องการที่สูง และขายได้ราคา โดยจะเพิ่มจากปัจจุบันส่งออกอยู่ที่ 20% เพิ่มเป็น 30% “

ในทางคู่ขนานมาม่าเตรียมออกโมเดลใหม่”มาม่า ช็อป”มี”พันธ์ พะเนียงเวทย์” ผู้จัดการสำนักกรรมการผู้อำนวยการ บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน)หรือ TFMAMA เป็นหัวเรือใหญ่เดินหน้าโครงการ

“พันธ์”บอกว่า ในปี 2566 บริษัทจะเปิด”มาม่า ช็อป” รูปแบบร้านอาหารมี 20-30 ที่นั่ง ในสถานีบริการน้ำมัน(ปั๊ม)และแหล่งท่องเที่ยว เพื่อเป็นการต่อยอดธุรกิจ และเพิ่มมูลค่าใหักับผลิตภัณฑ์ และภาพลักษณ์มาม่าว่าไม่ได้เป็นอาหารสำหรับผู้มีรายได้น้อยเท่านั้น

โดยนำมาม่ามาจัดเป็นเมนู ใส่เครื่องปรูงและวัตถุดิบต่างๆเพิ่มเติม ขายในราคาชามละ 60-80 บาท เจาะกลุ่มลูกค้าที่ต้องการกินอะไรง่ายๆและต้องการความรวดเร็ว โดยบริษัทจะดำเนินการเองทั้งหมด ยังไม่มีระบบแฟรนไชส์ ในระยะเริ่มต้นจะเปิด 1-3 แห่งก่อน ใช้เงินลงทุนแห่งละ 1 ล้านบาท

“โมเดลนี้เราคิดมานานแล้ว แต่พอดีมีโควิด จึงชะลอไว้ เราจะกลับมาทำอีกครั้ง เพื่อให้คนรุ่นใหม่ได้รู้จักแบรนด์เรามากขึ้น และเป็นการสร้างการรับรู้ว่ามาม่าไม่ใช่แค่สินค้าแบบซอง แต่ยังสามารถสร้างสรรค์เป็นเมนูได้หลากหลาย และสร้างมูลค่าเพิ่มได้”พันธ์เปิดไอเดีย

เป็นการพลิกวิกฤตเป็นโอกาสของพี่ใหญ่วงการบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ท่ามกลางสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป และหลังจากนี้”มาม่า”คงมีลูกเล่นชุดใหญ่ออกมาอีกอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อรั้งแชมป์แบรนด์ที่ครองใจผู้บริโภคมายาวนาน 50 ปีและตลอดไป