ตลาดหลักทรัพย์ เปิดดัชนีหุ้น มิ.ย. ร่วงลง 5.7% ต่างชาติซื้อสะสมแตะ 1.9 แสนล้าน
นายศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2565 ดัชนีหุ้นปิดที่ระดับ 1,568.33 จุด ปรับลดลง 5.7% จากเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา และหากเทียบกับสิ้นปี 2564 ปรับลดลง 5.4% ซึ่งลดลงน้อยกว่าค่าเฉลี่ยของดัชนีตลาดหลักทรัพย์อื่นในภูมิภาค โดยสาเหตุของการปรับลดลงเป็นเพราะนักลงทุนแสดงความกังวลเกี่ยวกับสภาวะเงินเฟ้อที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยในรอบหลายสิบปี รวมถึงการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกเติบโตในระดับต่ำ ซึ่งมีความเสี่ยงทำให้เกิดภาวะเศรษฐกิจซบเซา หรือ Stagflation ทำให้ผลตอบแทนของดัชนีตลาดหลักทรัพย์หลักหลายแห่ง ปรับตัวลดลงจากจุดสูงสุดของปีไปกว่า 20% หรือเข้าสู่ภาวะตลาดหมี (Bear Market) สะท้อนได้จากเริ่มเห็นการพิจารณาเพิ่มสัดส่วนเงินสดในพอร์ตมากขึ้น
นายศรพลกล่าวว่า ธนาคารโลก (World Bank) ได้ปรับลดตัวเลขคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกในปี 2565 เหลือ 2.9% จากเดิม 4.1% แม้ความเสี่ยงจากเศรษฐกิจถดถอยยังคงจำกัด แต่จากการเพิ่มขึ้นของราคาพลังงานและอาหาร บวกกับการหยุดชะงักของระบบห่วงโซ่อุปทานที่เกิดจากกรณีรัสเซียบุกยูเครน และแรงผลักดันธนาคารกลางทั่วโลกในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ ทำให้เกิดส่วนต่างระหว่างดอกเบี้ยนโยบายซึ่งส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศและอัตราแลกเปลี่ยน โดยเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) หากเทียบในตลาดภูมิภาคเดียวกัน มีเพียงไทยและอินโดนีเซียเท่านั้นที่ยังมีความน่าสนใจอยู่ โดย 6 เดือนแรก (มกราคม-มิถุนายน) ปี 2565 ต่างชาติซื้อสุทธิรวมกว่า 109,067 ล้านบาท
“ในเดือนมิถุนายน 2565 นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 29,990 ล้านบาท ถือเป็นเดือนแรกหลังจากซื้อสุทธิต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6 แต่ตลาดอื่นในภูมิภาคเดียวกัน ฟันด์โฟลว์เริ่มไหลออกตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาแล้ว แต่ไทยยังมีปัจจัยบวกในเรื่องการเปิดเมือง จึงแตกต่างจากประเทศอื่น โดยในเดือนมิถุนายน 2565 มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันใน SET และ mai อยู่ที่ 71,693 ล้านบาท ลดลง 26.2% ส่วนใน 6 เดือนแรก มีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 87,342 ล้านบาท ส่วนนโยบายดอกเบี้ยขาขึ้น มองว่าเป็นโอกาสของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ไทยบางธุรกิจ จึงต้องประเมินว่ามีธุรกิจใดบ้างที่ได้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงนี้ เช่นเดียวกันค่าเงินบาทอ่อนค่าด้วย” นายศรพลกล่าว
นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า คำแนะนำการลงทุนในภาวะไม่ปกติแบบนี้ มองว่าทุกครั้งที่เป็นวิกฤตจะมีโอกาสของการที่สินทรัพย์ปรับราคาแบบนี้ ซึ่งการลงทุนจะต้องดูให้ดีว่า ความสามารถในการลงทุนและการบริหารความเสี่ยงของตัวนักลงทุนเองเป็นอย่างไรบ้าง เพื่อให้สามารถปรับพอร์ตรับกับการเปลี่ยนแปลงได้ โดยภาวะของปัจจัยเชิงลบเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อการระดมทุนหรือไม่ ต้องบอกว่าที่ผ่านมาแม้มีการระบาดโควิด-19 หรือความขัดแย้งการเมือง แต่ตลาดหุ้นไทยใน 2 ปีที่ผ่านมาถูกกระทบในเรื่องการระดมทุนของหุ้นไอพีโอน้อยมาก ซึ่งมีปริมาณการระดมทุนที่ 4.5 แสนล้านบาท จึงคาดว่าเราจะไม่ถูกกระทบมากนัก บวกกับตัวเลขการระดมทุนในปีนี้ ก็ไม่ได้แตกต่างจากช่วงปีที่ผ่านมามากนัก

