สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด ลุ้นค่าบาทพลิกแข็งค่า 34 บาท จากท่องเที่ยวฟื้น
เมืาอวันที่ 6 กรกฎาคม นายทิม ลีฬหะพันธุ์ นักเศรษฐศาสตร์ ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) แถลงข่าวหัวข้ออัพเดตเศรษฐกิจไตรมาส 3 ว่า ประเมินเศรษฐกิจไทยครึ่งหลังปี 2565 ขยายตัว 3.3% และ 4.5% ในปี 2566 ขณะที่ราคาน้ำมันโลกปรับตัวต่อเนื่องส่งผลให้เงินเฟ้อยังคงยืนระดับสูงทั้งปีที่ 6% ขณะเดียวกันเงินบาทอ่อนค่าลงและเคลื่อนไหวในกรอบ 36-36.2 บาทต่อเหรียญสหรัฐ อาจพลิกกลับมาแข็งค่าที่ระดับ 34 บาทต่อเหรียญสหรัฐ จากปัจจัยการท่องเที่ยวเป็นหลัก คาดว่าทั้งปีนักท่องเที่ยวจะเข้ามา 4-5 ล้านคน รวมถึงการบริโภคของประชาชน และการส่งออกยังขยายตัวต่อเนื่องเข้ามาช่วยเสริมให้เศรษฐกิจเกิดแรงกระตุ้นมากขึ้น
นายทิมกล่าวว่า สถานการณ์ค่าเงินบาทอ่อนค่าเกิดจาก 3 ปัจจัยหลัก 1.การขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่รุนแรง และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีกในการประชุม 2 ครั้งในเดือนกรกฎาคมและกันยายนที่ครั้งละ 0.50% อยู่ที่ระดับ 2.25% เป็น 2.75% ตามลำดับ 2.ดุลการค้าขาดดุลปี 2565 แม้การส่งออกเติบโตต่อเนื่อง แต่การนำเข้าที่มีราคาสูง เนื่องจากราคาน้ำมันโลกแพงขึ้น ทำให้ดุลการค้าขาดดุล และ 3.การท่องเที่ยวต้องปรับตัวต่อเนื่อง ซึ่งตัวเลขนักท่องเที่ยวที่สร้างความมั่นใจให้ตลาดได้ ซึ่งนักท่องเที่ยวต้องเข้ามาในไตรมาส 4/2565 เดือนละ 1-1.5 ล้านคน จะเสริมให้เงินบาทกลับมาแข็งค่าได้บ้าง
ขณะที่ตลาดการเงินโลกผันผวนไปอีก 2-3 เดือน และคาดว่าอานิสงส์จากการท่องเที่ยวจะทำให้เงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบ 34-33 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ช่วงไตรมาส 4/2565 อย่างไรก็ตาม คาดว่าธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด จะยังคงขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอย่างต่อเนื่องในการประชุมเดือนกรกฎาคม และกันยายน และจะขึ้น 2 ครั้งครั้งละ 0.50% จากระดับ 1.75 ในปัจจุบัน เป็น 2.25% และ 2.75% ตามลำดับ คาดว่าเฟดลดเปอร์เซ็นต์การขึ้นดอกเบี้ยลงจากที่เคยขึ้นครั้งละ 0.75% เนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐ ส่งสัญญาณถดถอย เฟดจึงพิจารณาถึงปัจจัยเงินเฟ้อ และภาวะเศรษฐกิจมากขึ้น
“การขึ้นดอกเบี้ยอย่างมากและอย่างต่อเนื่องของเฟดจะส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งขึ้นเมื่อเทียบกับค่าเงินบาท และจะยิ่งทำให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยกับสหรัฐ ห่างมากยิ่งขึ้น ดังนั้น ตลาดการเงินน่าจะยังคงอยู่ในภาวะผันผวนไปอีกระยะหนึ่ง และยังไม่เห็นเฟดเริ่มส่งสัญญาณการชะลอการขึ้นดอกเบี้ย” นายทิมกล่าว
อย่างไรก็ตาม การที่ดอกเบี้ยระหว่างสหรัฐและไทยห่างกันมากในช่วงนี้ยังไม่เกิดภาวะเสี่ยงมาก แม้ฟันด์โฟลว์ไหลออกบ้าง แต่ยังไม่มากจนถึงกระทบเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันหากขึ้นดอกเบี้ยช้าเกินไปก็อาจทำให้ความเสี่ยงเกิดมากขึ้นในระยะข้างหน้า
นายทิมกล่าวว่า จากแรงกดดันเงินเฟ้อ และส่วนต่างดอกเบี้ยกับสหรัฐที่กว้างมากขึ้น อาจทำให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในไตรมาส 3 โดย กนง.อาจขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในการประชุม 3 ครั้งข้างหน้า เริ่มปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งละ 0.25% ทำให้อัตราดอกเบี้ยจะขึ้นไปอยู่ที่ 1.25% ก่อนสิ้นปีนี้ จาก 0.50% ในปัจจุบัน ขณะเดียวกันหากตลาดการเงินยังผันผวนจากการเร่งขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐ กนง.อาจนัดประชุมนัดพิเศษ อย่างไรก็ตาม ปี 2566 กนง.จะพักการขึ้นดอกเบี้ยเพื่อดูทิศทางเศรษฐกิจ และขึ้นอีกในช่วงปลายปี 2 ครั้ง ครั้งละ 0.25% ดอกเบี้ยจะอยู่ที่ 1.75% และจะพักช่วงต้นปี 2567 จากนั้นช่วงปลายปีจะขึ้นอีก 0.25% ดอกเบี้ยปลายทางจะอยู่ที่ระดับ 2%
ดังนั้น หากมองเงินเฟ้อรายเดือนช่วงไตรมาส 3 สูงถึง 7-8% เมื่อเทียบกับช่วงปี 2564 ที่ฐานตัวเลขต่ำจึงทำให้ภาพรวมเงินเฟ้อรายไตรมาส 3/2565 ยังเรียกว่าเป็นช่วงเงินเฟ้อยืนระดับสูง และยังไม่มีการส่งสัญญาณว่าจะลดลงและยังเป็นปัญหาสำคัญฉุดรั้งเศรษฐกิจโต
นอกจากนี้ ได้มองไปถึงประเด็นข้างหน้าที่ต้องติดตาม 2 ประเด็นหลักคือกรอบเงินเฟ้อ และหนี้สาธารณะ เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อในปัจจุบันเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 7% ซึ่งสูงกว่ากรอบเงินเฟ้อ ธปท.ตั้งไว้ที่ 1-3% จึงเป็นคำถามว่า ธปท.จะปรับกรอบเงินเฟ้อต่อปีในช่วงต้นปีหน้าหรือไม่ ขณะเดียวกันเศรษฐกิจกำลังค่อยๆ ฟื้นตัว เชื่อว่านักลงทุนน่าจะสนใจว่าหนี้สาธารณะของประเทศจะเริ่มลดลงบ้างหรือไม่ จากที่ปรับขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 60% ของจีดีพีในขณะนี้ เทียบกับ 40% ช่วงก่อนการระบาดของโควิด-19

