แบงก์ชาติ ชี้บาทอ่อนระดับกลาง-จับตาเงินเฟ้อพุ่ง8%
นางสาวดารณี แซ่จู ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายตลาดการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า การเปลี่ยนแปลงของค่าเงินประเทศต่างๆ ปี 2565 เกิดความผันผวนอย่างมาก โดยดัชนีเงินเหรียญสหรัฐ แข็งค่าถึง 11.3% เมื่อเทียบกับสกุลเงินประเทศอื่นทั่วโลกอ่อนลงอย่างหนัก แต่เมื่อเทียบการอ่อนค่าของเงินสกุลอื่นในประเทศภูมิภาคเดียวกัน เงินบาทอ่อนค่าระดับกลางจากข้อมูลพบว่าอ่อนค่าที่ระดับ 7.6% ขณะที่สกุลเงินเยนของประเทสญี่ปุ่นอ่อนค่าระดับ 15.3%
นางสาวดารณีกล่าวว่า เกณฑ์ที่ ธปท.ใช้ดูแลอัตราแลกเปลี่ยน โดยปกติจะปล่อยให้เป็นไปตามกลไกลตลาด เนื่องจากค่าเงินเป็นสิ่งที่ไม่สามารถคาดการณ์ให้ว่าจะควรอยู่ในระดับใด หากกำหนดให้ค่าเงินอยู่ในระดับใด อาจเกิดการสะสมความเสี่ยงที่ไม่ยั่งยืนระยะยาว ดังนั้น ระดับค่าเงินบาทไม่มีอยู่ในใจว่าจะต้องอยู่ในระดับใดในการดูแล แต่ถ้าตลาดมีความผันผวนมากผิดปกติ ธปท.จะเข้ามาดูแลทันที ซึ่งเป็นกรอบที่ใช้ดูแลค่าเงินไม่ว่าจะอยู่ช่วงไหน ตอนไหน และตอนนี้ก็ยังเหมือนเดิม
ขณะเดียวกัน สำหรับเงินทุนเคลื่อนย้ายของนักลงทุนต่างชาติในตลาดการเงินไทยยังไม่เห็นการไหลออกเป็นจำนวนมาก จากข้อมูลที่ได้ตรวจสอบของวันที่ 5 กรกฎาคม 2565 ซึ่งนับตั้งแต่ต้นปี เงินทุนยังบวกสุทธิที่จำนวน 9.7 หมื่นล้านบาท และในตลาดทุนยังอยู่ในระดับที่เป็นบวกอยู่ 1.04 แสนล้านบาท ขณะเดียวกันตลาดพันธบัตรได้ไหลออกประมาณ 7,000 ล้านบาท จากข้อมูลดังกล่าวเริ่มเกิดการผันผวนช่วงเกิดสงครามรัสเซีย-ยูเครนต่อเนื่อง รวมถึงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมามีเงินไหลออกบ้างแต่ก็เริ่มกลับมาบ้างแล้ว
ทั้งนี้ ถ้าดูที่เงินไหลออก ธปท.ระยะนี้ยังไม่เห็นและในอนาคตยังไม่เห็นว่าต้องใช้มาตรการใดมาควบคุมเงินไหลออก เนื่องจากการปล่อยให้เงินเคลื่อนไหวตามตลาดอย่างเสรีเป็นสิ่งที่ตลาดจะปรับตัวได้ตามสถานการณ์ อย่างไรก็ตาม ธปท.ให้ความสนใจและติดตามปัญหาอย่างใกล้ชิด รวมถึงการใช้มาตรการต้องเป็นช่วงที่เกิดวิกฤตมากจริงๆ และจะเลือกนำออกมาใช้ในเวลาที่เหมาะสมเพื่อพยุงเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม ถ้าดูปัจจัยพื้นฐานของค่าเงินบาทที่อยู่ในทิศทางเดียวกันที่ไม่ได้มีการผันผวนเกินไป ในอนาคตอาจอ่อนลงเรื่อยๆ จากความเสี่ยงดังกล่าวเป็นสิ่งที่ต้องเตือนผู้ประกอบการที่รับผลกระทบโดยตรง ควรระมัดระวังความเสี่ยงมาก เพราะถ้าค้าเงินเป็นไปตามกลไกลตลาดก็อาจเกิดความเสี่ยงได้เหมือนกัน
ด้านนางสาวณชา อนันต์โชติกุล ผู้อำนวยการ ฝ่ายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า บาทอ่อนเป็นกลไกลการปรับตัวของเศรษฐกิจ โดยปกติการส่งผ่านค่าเงิน หรืออัตราแลกเปลี่ยนในประเทศจากการส่งผ่านสินค้านั้นค่อนข้างต่ำ และการเปลี่ยนเปลี่ยนแปลงค่าเงินไม่ได้ส่งผลกระทบทันที โดยสินค้าจะไม่ได้มีการปรับราคาทุกวัน และราคาจะไม่เพิ่มทันที หากเงินบาทอ่อนค่ายาวนานมากกว่าที่คาดการณ์อาจมีการส่งผ่านสินค้ามากกว่าที่เคยเกิดขึ้นในอดีต
ขณะเดียวกันการเงินบาทอ่อนค่าลงจะช่วยให้การนำเข้าชะลอลง เพราะสินค้าแพงขึ้น และการส่งออกจริงๆ ก็ควรได้รับผลประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นการส่งออกมากขึ้น หรือรายได้จากการส่งออกเพิ่มขึ้น ก็เป็นกลไกลที่อัตราแลกเปลี่ยนช่วยปรับให้เศรษฐกิจโดยรวมกลับเข้าสู่สมดุลมากขึ้น
ดังนั้น จากการอ่อนค่าเงินบาทจากค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็ง ก็สะท้อนถึงปัจจัยบางอย่างที่กระทบต่อประเทศไทย หากระยะต่อไปไม่มีปัจจัยผิดคาดจากที่ตลาดคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะขึ้นดอกเบี้ย และถ้าไม่มีปัจจัยอื่นเพิ่มเติมมาทำให้บาทอ่อนลงกว่าเดิม และกระทบต่อการคาดการณ์ในอนาคต
นางสาวณชากล่าวว่า ขณะที่เงินเฟ้อจากตัวเลขล่าสุด 7.6% และเป็นเงินเฟ้อสูงสุดในรอบ 14 ปี ซึ่งภาพที่น่ากังวล คาดว่าเงินเฟ้อจะยังไม่ถึงจุดพีค แต่ตัวเลขดังกล่าวใกล้เคียงกับที่ ธปท.ประมาณการณ์ไว้ และอีก 2 เดือนอย่างน้อยจะเห็นตัวเลขสูงขึ้น แต่ทั้งหมดอยู่ในการคาดการณ์อย่างใกล้ชิด
โดยปัจจัยที่ทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้นมาจากด้านราคาน้ำมันปรับตัว และฐานปีที่แล้วมีความแตกต่างมาก เนื่องจากช่วงนั้นรัฐมีมาตรการช่วยเหลือค่าไฟประชาชนทำให้ฐานปีที่แล้วต่ำ ขณะที่ราคาน้ำมันปัจจุบัน เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาเพิ่มสูงถึง 40% ส่งผลให้ประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อระดับ 6-7% อาจสูงที่ 8% ก็เป็นไปได้
“หวังว่าครึ่งปีหลัง 2565 คาดว่าจะมีแรงที่ทำให้บาทอ่อนไปมากกว่านี้ และอาจจะแข็งขึ้นด้วยซ้ำ ถ้าท่องเที่ยวกลับมา ราคาน้ำมันไม่ขึ้นไปมากกว่าเดิม หรือถ้าค่าขนส่ง ค่าระว่างสินค้าระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุล หรือติดลบ ขณะเดียวกันเริ่มเห็นซัพพลายเริ่มคลี่คลายและทำให้ราคาค่าขนส่งปรับราคาลดลง ซึ่งจะช่วยให้ดุลบัญชีเดินสะพัดไม่เกิดการติดลบมากขึ้น ซึ่งคาดว่าทั้งปีดุลบัญชีเดินสะพัดติดลบที่ 8%”นางสาวณชากล่าว

