ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) พบว่าในช่วง 9 เดือนของปี 2559 มีการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์เพื่อครอบงำกิจการทั้งสิ้น 14 บริษัท คิดเป็นมูลค่าหุ้นที่เสนอซื้อ 120,189 ล้านบาท แต่เป็นมูลค่าหุ้นที่เกิดรายการซื้อขายจริง 88,154 ล้านบาท
ทั้งนี้ ในข้อมูลระบุอีกว่า มูลค่าที่มีการเสนอซื้อส่วนหนึ่งมาจากการเข้าซื้อหุ้นบริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น จำกัด (มหาชน) หรือไทยแอร์เอเชีย ของกลุ่มคิง เพาเวอร์ ภายใต้การบริหารงานโดยตระกูลศรีวัฒนประภา เป็นมูลค่ารวมกว่า 7,945 ล้านบาท นอกจากนี้ รวมถึงการเข้าซื้อบริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) โดยบริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) ที่มีมูลค่าการเข้าซื้อกว่า 1.23 แสนล้านบาท
นายสันติ กีระนันทน์ รองผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า สาเหตุที่การควบรวมกิจการของบริษัทจดทะเบียนไทยในปี 2559 ที่มูลค่าสูงมาก ส่วนหนึ่งมาจากผู้ประกอบการต้องการสร้างความแข็งแรงของธุรกิจเพื่อที่จะขยายกิจการทั้งในประเทศและต่างประเทศ เนื่องจากการแข่งขันทางธุรกิจมีสูง หากผู้ประกอบการต้องการสร้างความแข็งแรงองค์กรในสาขาใหม่ๆ คงต้องใช้เวลานาน ดังนั้น การเข้าไปเทกโอเวอร์หรือการควบรวมกิจการที่มีความแข็งแรงอยู่แล้ว ก็จะง่ายในการขยายธุรกิจที่เกี่ยวข้อง
นายสันติกล่าวว่า การควบรวมกิจการที่มีมูลค่าสูงนั้น คงไม่มีอะไรผิดปกติ เพราะบางกรณีอาจมีการเจรจามานานแล้วเพิ่งได้ข้อสรุปในปีนี้ หรือบางกิจการเริ่มมีปัญหาการแข่งขัน แต่แนวโน้มธุรกิจยังมีโอกาสเติบโตจึงต้องยอมให้รายใหญ่ที่มีความเข้มแข็งเข้ามาควบรวมกิจการ และเหตุผลอื่นๆ ที่เป็นไปตามกลไกการดำเนินธุรกิจที่มีการแข่งขันสูง
“ทั้งหมดเป็นเหตุผลของธุรกิจล้วนๆ คงบอกไม่ได้ว่าในปี 2559 หรือปีไหนจะมีมูลค่าการควบรวมมากหรือไม่ แต่เหตุผลหลักที่บรรดาเจ้าสัวคงหนีไม่พ้นความต้องการสร้างความแข็งแกร่งและต้องการขยายกิจการให้เกิดความยั่งยืนที่รวดเร็วตามการเติบโตของเศรษฐกิจ” นายสันติกล่าว

