บาทอ่อน-เหรียญ 2 ด้าน เอื้อส่งออก พ่นพิษพลังงาน-สินค้าแพง
หลังเกิดเหตุการณ์ วิกฤตต้มยำกุ้ง เมื่อปี 2540 ที่ถูกกองทุนเฮดจ์ฟันด์ที่นำกลุ่มโดยพ่อมดการเงิน จอร์จ โซรอส โจมตีค่าเงินบาทของไทยจนอ่อนยวบ จาก 25 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ รูดลงเท่าตัว เป็นกว่า 50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต้องนำเงินทุนสำรองระหว่างประเทศออกมาใช้เพื่อปกป้องค่าเงินบาทจนเกือบหมดตัว ที่สุดประเทศไทยต้องขอรับความช่วยเหลือจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ)
ผ่านมา 25 ปี ครบรอบการประกาศลอยตัวค่าเงินบาท เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 ดูเหมือนค่าเงินบาทเริ่มกลับมาอ่อนค่าอีกครั้ง ล่าสุดเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2565 ค่าเงินบาทอ่อนค่ามากที่สุดในรอบเกือบ 7 ปี อยู่ที่ระดับ 36.31 บาทต่อดอลลาร์
น.ส.ณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ให้ความเห็นว่า จากสถานการณ์ตลาดการเงินโลกมีความผันผวนอย่างหนัก ส่งผลให้เงินเฟ้อทั่วโลกสูงขึ้น อีกทั้งเงินบาทอ่อนลงเข้ามาซ้ำเติมในภาวะเศรษฐกิจฟื้นตัวได้ช้า อย่างไรก็ตามประโยชน์จากเงินบาทอ่อนค่าก็ส่งผลดีต่อภาคการส่งออก สำหรับผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจเมื่อรายรับเป็นเงินเหรียญสหรัฐ พอแลกเปลี่ยนกลับมาเป็นเงินบาทจะได้เงินบาทเพิ่มขึ้น อีกทั้งภาคการท่องเที่ยวกำลังฟื้นตัวอาจได้อานิสงส์จากเงินบาทอ่อนบ้าง แต่ยังไม่เป็นปัจจัยที่ดึงนักท่องเที่ยวเข้าประเทศมากนัก ขณะที่ประชาชนจะรู้สึกว่าการใช้จ่ายมีราคาสูงขึ้นจากผลกระทบการนำเข้าต้นทุนแพง
สำหรับภาคการท่องเที่ยว หากคำนวณนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยได้วางแผนการใช้เงินประมาณ 2 พันเหรียญสหรัฐต่อทริป และสถานการณ์เงินบาทอ่อนตัวลง จากเดิมแลกเงินได้ 30 บาทต่อเหรียญสหรัฐ อาจเพิ่มมาเป็น 36 บาทต่อเหรียญสหรัฐ จากเดิมแลกเป็นเงินบาทได้ 60,000 บาทก็จะเพิ่มเป็น 72,000 บาท ดังนั้น นักท่องเที่ยวจึงมีเงินเข้ามาใช้จ่ายในจำนวนที่มากขึ้นกว่าเดิม ส่งผลให้เม็ดเงินหมุนเวียนในประเทศมากขึ้น
น.ส.ณัฐพรระบุว่า อานิสงส์ดังกล่าวคงช่วยภาคท่องเที่ยวไม่ได้มากนัก เพราะนักท่องเที่ยวจะตั้งจำนวนเงินสำหรับการท่องเที่ยวแต่ละทริปที่เป็นการวางแผนล่วงหน้ามาก่อนแล้ว เช่นเดียวกับภาคส่งออก ไม่ได้มองว่าจะทำให้ผู้ประกอบการขายของได้มากขึ้น เนื่องจากจะขายของได้ในจำนวนมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าด้วย ถ้าเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ประชาชนเกิดลดการจับจ่ายใช้สอย ก็เป็นสิ่งที่ไม่สามารถคาดการณ์ หรือกำหนดอะไรได้เช่นกัน ซึ่งต้องปล่อยไปตามทิศทางของตลาดเป็นผู้กำหนด ในทางกลับกัน เงินบาทจะมีผลกับเรื่องการนำเข้า โดยเฉพาะช่วงที่ราคาพลังงานสูง กระทบถึงสินค้าในประเทศแพงขึ้น พอบาทอ่อนส่งผลให้การนำเข้ามีราคาสูงขึ้นซ้ำเติมการใช้จ่ายประชาชนในภาวะเงินเฟ้อสูง ท่ามกลางช่วงเวลาเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัว
น.ส.ณัฐพรกล่าวอีกว่า ของที่จะนำมาขายในประเทศต้องคำนึงถึงว่าของที่นำเข้าวัตถุดิบนั้นมีมากน้อยขนาดไหน อย่างอาหารในประเทศ ไทยสามารถผลิตเองได้ เพราะไทยยังไม่เจอเงินเฟ้อด้านอาหารมากนัก ดังนั้น ขึ้นอยู่กับประเภทสินค้าว่าต้นทุนคือวัตถุดิบที่ต้องนำเข้าหรือไม่ หากสินค้าไม่ต้องนำเข้าก็จะมีเสียค่าขนส่ง ค่านำเข้าสินค้า ค่าแรงงาน และระดับการขึ้นสินค้าก็ปรับขึ้นไม่เท่ากัน ถ้าสินค้าต้องนำเข้าเยอะถึง 80% ก็ต้องมีการส่งผ่านต้นทุนออกไป ที่เห็นเงินเฟ้อสูงถึง 7% เพราะมีการส่งผ่าน เนื่องจากต้นทุนเพิ่มก็ต้องให้ผู้บริโภคช่วยอุดหนุน
จากสถานการณ์ดังกล่าว อาจเป็นผลกระทบชิ่งที่เกิดขึ้นกับประชาชนในประเทศที่เป็นเรื่องของสินค้าขึ้นราคา อีกทั้งราคาด้านพลังงานสูงส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชาชน จากเงินเฟ้อที่สูงขึ้นอยู่แล้ว เจอผลกระทบซ้ำเติมจากเงินบาทอ่อน ส่งผลให้การนำเข้าสินค้าสูง กระทบต่อประชาชนโดยตรง ที่เห็นได้ชัดที่สุดคือราคาพลังงานแพงขึ้น จากเคยนำเข้าที่ 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ปรับเป็น 130 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เมื่อเจออัตราแลกเปลี่ยนจากที่เคยจ่าย 34 บาทต่อเหรียญสหรัฐ เป็น 36 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ราคาน้ำมันค้าปลีกในประเทศก็ยิ่งปรับขึ้นอีก น.ส.ณัฐพรกล่าว
น.ส.ณัฐพรกล่าวอีกว่า สิ่งที่ประชาชนต้องรับมือ อาจคิดว่าค่าเงินบาทเป็นเรื่องไกลตัว แต่จะมีความรู้สึกถึงปัญหาก็ต่อเมื่อต้องควักเงินในกระเป๋าเพิ่มมากขึ้น จากราคาสินค้าแพง จะเป็นตัวบ่งชี้ที่ใกล้ตัวที่สุดที่ประชาชนต้องเผชิญ และต้องรู้สึกไปอีกระยะหนึ่งเพราะฉะนั้น สิ่งของที่มีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตจะแพงขึ้น ดังนั้น ประชาชนต้องปรับตัวกับทุกสถานการณ์และวางแผนการใช้เงินในอนาคตให้รอบคอบมากขึ้น เนื่องจากปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ อาทิ สงครามระหว่างรัสเซีย-ยูเครนอาจลากยาวไปถึงต้นปีหน้า หรือยืดเยื้อต่อเนื่อง ประชาชนจึงต้องวางแผนการใช้เงิน โดยบันทึกรายรับ รายจ่าย และพฤติกรรมการใช้เงินให้ดีในอนาคต นอกจากนี้ ต้องพึงตระหนักถึงการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และอยู่ในภาวะดอกเบี้ยขาขึ้น ซึ่งรอเพียงจังหวะและเวลา ดังนั้น สำหรับผู้ที่กู้เงินแล้วดอกเบี้ยเกิดการลอยตัวต้องวางแผนรับมือให้ดีขึ้นกว่าเดิม เนื่องจากรายได้ของประชาชนยังไม่ได้ขยับขึ้นตามรายจ่ายที่เพิ่มมากขึ้น
น.ส.ณัฐพรกล่าวว่า สำหรับภาคธุรกิจต้องเฝ้าระวังและรับมืออย่างรอบคอบเพราะได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน เนื่องจากมีการนำเข้าและส่งออก ดังนั้น ผู้ประกอบการต้องวางแผนการทำประกันเพื่อปกป้องความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากค่าเงินที่ยังไหลอยู่ในฝั่งอ่อนค่ามากขึ้น และแนะนำให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อขอคำแนะนำในการประกอบธุรกิจบนความเสี่ยง เพราะทุกบาทที่อ่อนค่าลงไป แล้วไม่ได้ทำประกัน ผู้ประกอบธุรกิจนำเข้าก็ต้องจ่ายเงินในราคาที่สูงขึ้นจากต้นทุนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม เงินบาทที่อ่อนค่าจะเกิดขึ้นเป็นช่วงระยะมากกว่า และสำหรับช่วงนี้คาดว่าจะอ่อนค่าลงในกรอบ 36.2-36.5 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ทั้งนี้ ก็ขึ้นอยู่กับว่าระดับการไหลลงมันลึก และเร็วขนาดไหนมากกว่า หากมองย้อนกลับไป 2 เดือนที่ผ่านมาเงินบาทอ่อนลงในระยะเวลารวดเร็ว จึงมีความกังวลเรื่องของระยะเวลามากกว่า และผู้ประกอบการต้องรับมือกับอัตราแลกเปลี่ยนอย่างระมัดระวัง
สำหรับมุมมองที่ว่าถ้าเงินบาทอ่อนอาจมีผลดี แต่หากพิจารณาอย่างรอบด้านแล้ว อาจไม่ส่งผลบวกต่อภาพเศรษฐกิจมากนัก ซึ่งมองว่าบาทอ่อนในช่วงจังหวะราคาพลังงาน สินค้าโภคภัณฑ์มีราคาสูง ในทางกลับกันถ้าบาทอ่อนในจังหวะที่ไม่เกิดเงินเฟ้อทั่วโลก อาจเป็นภาพเศรษฐกิจที่ดีก็ได้ น.ส.ณัฐพรสรุปทิ้งท้าย

