‘หมอเสริฐ’ประกาศ ดันเครือรพ.กรุงเทพขึ้นท็อป5 เวลล์เนสเซ็นเตอร์อาเซียน

2.11.16 | 13:42 น.

วันนี้ 2พ.ย. นพ.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ ประธานคณะผู้บริหารและกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในอนาคตบริษัทจะเป็นผู้เล่นด้านเวลล์เนสเซ็นเตอร์ที่ติดอันดับ 1-10 ของอาเซียน แต่ต้องดูหลายปัจจัยประกอบ เช่น รายได้ จำนวนเตียง กำไร และยังต้องติดตามว่าภายในปี 2561 บริษัทจะมีรายได้มากกว่า 1 แสนล้านบาทหรือไม่ เพราะสถานการณ์ตลาดยังมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ซึ่งที่ผ่านมาบริษัทได้เข้าซื้อที่ดินและอาคารของโครงการปาร์คนายเลิศเพื่อพัฒนาเป็นโครงการศูนย์สุขภาพแบบครบวงจรบีดีเอ็มเอส เวลล์เนส คลินิก มีจุดเด่นต่างจากเวลล์เนสเจ้าอื่นในประเทศไทยคือ มีคลินิกที่ใช้เพื่อการรักษา ขณะที่รายอื่นมีเพียง การดูแลเรื่องสปา อาหาร เป็นต้น

“หลังจากนี้จะมีดีลซื้อกิจการที่ใด และมีขนาดเท่าใดนั้นไม่สามารถเปิดเผยได้ แต่ตามแผนบริษัทตั้งเป้ามีโรงพยาบาลทั้งสิ้น 50 แห่ง ปัจจุบันมีอยู่แล้ว 45 แห่ง ขณะที่ธุรกิจผลิตยานั้นได้ให้ความร่วมมือในส่วนของการทำยาฉีดร่วมกับมหาวิทยาลัยมหิดลและกองทุนลดาวัลย์ ซึ่งปัจุบันโรงพยาบาลในเครือใช้ยาที่บริษัทผลิตเองกว่า 10% และไม่มีข้อกำหนดว่าจะต้องใช้ยาที่ผลิตเองในสัดส่วนเท่าใด” นายปราเสริฐกล่าว และว่า ทั้งเรื่องธุรกิจผลิตยา และธุรกิจเวลล์เนสเราไม่ได้บอกว่าจะเป็นที่หนึ่งหรือเบอร์ 1 ในภูมิภาค เพราะไม่เช่นนั้นจะอันตรายเดี๋ยวเบอร์ 2 จะว่าเอาได้ แต่เราจะเป็น one big ในท็อป 5 หรืออะไรก็ว่าไป คือเป็น 1 ใน 5 หรือ 1 ใน 10 แต่ไม่ใช่ 1 เดียว ตัวที่จะกำหนดเรื่องพวกนี้ก็มาจากหลายปัจจัย ทั้งรายได้ จำนวนเตียง กำไร ซึ่งรายได้ 1 แสนล้าน ภายในปี 2561 จะเป็นไปได้หรือไม่ก็ต้องดู เพราะตลาดยังเปลี่ยนแปลงต่อเนื่อง

นายปราเสริฐกล่าวว่า ทั้งนี้ ในส่วนมติคณะรัฐมนตรีที่มีมติอนุมัติในหลักการขยายเวลาพำนักในราชอาณาจักรไทย รวม 90 วัน สำหรับผู้ป่วยและผู้ติดตาม กรณีเดินทางเข้ามารับการรักษาพยาบาลในกลุ่มประเทศ CLMV และสาธารณรัฐประชาชนจีน ตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอ นั้นถือเป็นเรื่องที่ดี และเป็นไปตามนโยบายรัฐที่จะผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ (Medical Hub) ซึ่งทางบริษัทได้พัฒนาและดำเนินนโยบายให้สอดคล้องกับนโยบายดังกล่าว รวมถึงนโยบายไทยแลนด์ 4.0 อย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่อย่างไรก็ตาม การเปิดเสรีในด้านต่างๆ ของอาเซียนนั้นแม้กรอบใหญ่จะเปิดให้ธุรกิจเคลื่อนย้ายได้อย่างเสรี และไปตั้งฐานการผลิตในที่ต่างๆ แต่มองว่ายังคงติดขัดเรื่องข้อกฎหมายเฉพาะที่แต่ละหน่วยงานมีอยู่