ทีดีอาร์ไอห่วง กก.แก้วิกฤตเศรษฐกิจของรัฐบาลแก้ปัญหาไม่ได้ หวั่นออกมาตรการปูทางหาเสียง
นายนณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโสสถาบันการวิจัยเพื่อพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวถึงการจัดตั้งคณะกรรมการชุดเฉพาะกิจของรัฐ ด้านเศรษฐกิจ จำนวน 2 ชุดของรัฐบาลว่า ถือเป็นเรื่องพื้นฐาน เวลาที่ต้องการจะแก้ไขปัญหาอะไร ต้องมีการตั้งทีมงาน ชุดทำงานพิเศษ ที่มีความเชี่ยวชาญเข้ามาดูแล ดังนั้น ในส่วนของรูปแบบนั้น มาถูกทางแล้ว แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นคงเป็นปัญหาเดียวกับ ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. และคณะกรรมการบริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบของการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบศ. ว่าในแง่ของความเป็นจริง คณะกรรมการที่ถูกจัดตั้งมักจะไม่ได้มีพลังมากพอที่จะแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลง หรือให้ข้อเสนอได้จริง
“ประเด็นสำคัญ คือ คณะกรรมการที่ได้รับการจัดตั้ง ไม่ได้มีอำนาจด้วยตนเอง โดยอำนาจไปอยู่ที่คนที่อยู่ด้านบน คือผู้ที่มีอำนาจต่างๆ ที่มีความเป็นไปได้ว่ามีปัจจัยหรือความเกี่ยวข้องในด้านการเมืองเรื่องฐานเสียงที่เข้ามากระทบ หรือแทรกแซงอำนาจ ทำให้นโยบายที่ออกมานั้น ไม่ได้เป็นอย่างที่ควรจะเป็น ถือเป็นจุดด้อยของการทำงานในลักษณะเช่นนี้” นายนณริฏกล่าว
นายนณริฏกล่าวว่า สำหรับข้อเสนอด้านมาตรการนั้น การทำนโยบายทำได้มีหลายวิธี และหลากหลายรูป แต่สิ่งที่ต้องเพิ่มเติมคือ ควรมีนักวิชาการที่เข้ามาให้คำปรึกษาและช่วยทำให้นโยบายหรือข้อเสนอมีความสมดุลว่า มาตรการที่ออกมาไม่ได้ใช้งบประมาณมากเกินไป ไม่ทำให้เกิดหนี้สาธารณะมากเกินไป และอาจจะต้องมีหลักการที่ว่า ประชาชนต้องเข้ามาช่วยแบกรับด้วยบางส่วน มาตรการที่ออกมาจะต้องไม่ไปช่วย แต่ต้องประคองตัวเองไหว และมุ่งไปช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางเท่านั้น
“ควรมีการวางกรอบช่วยเหลือให้ชัดเจน จะได้ไม่มีการผันเปลี่ยนของมาตการ และยิ่งอยู่ในช่วงที่ใกล้จะมีการเลือกตั้งมากๆ ก็ยิ่งมีความเสี่ยงที่นโยบายหรือมาตรการที่ออกมา แทนที่จะช่วยเหลือคนที่เปราะบาง และต้องประหยัดงบประมาณ จะกลายเป็นนำงบไปใช้เพื่ออุดหนุนคนบางกลุ่ม เพื่อให้ได้ฐานคะแนนเสียงมา ซึ่งไม่อยากให้ภาพแบบนี้เกิดขึ้น” นายนณริฏกล่าว และว่า สำหรับมาตรการที่ผ่านมาของรัฐบาลก็เห็นด้วยบางส่วน อาทิ คนละครึ่ง เราเที่ยวด้วยกัน การช่วยราคาน้ำมันดีเซล คนละครึ่ง หรือมาตรการลดค่าใช้ไฟฟ้า ซึ่งเหมาะสมกับสถานการณ์ แต่สิ่งที่ไม่ชอบคือ การแทรกแซงกลไกต่างๆ เช่น การแทรกแซงกลไกของระบบประกันสังคม เป็นต้น

