‘อาคม’ ชู ภาคอสังหา อีกหนึ่งเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ปี 65

11.07.22 | 16:36 น.

‘อาคม’ ชู ภาคอสังหา อีกหนึ่งเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ปี 65

เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “อสังหาฯ เครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยได้จริงหรือไม่” ว่า คงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า ภาคอสังหาริมทรัพย์นั้นเป็นภาคธุรกิจที่สำคัญมาก ถือเป็นเครื่องยนต์ที่ขับเคลื่อนเศราฐกิจ เนื่องจาก เป็นธุรกิจที่มีห่วงโซ่อุปทานที่ยาวและลึกมาก ขณะเดียวกัน สถานการณ์โควิดกำลังคลี่คลาย แต่กลับมาเกิดกับปัญหาไฟสงครามระหว่างประเทศ รัสเซีย-ยูเครน ที่เป็นอีกปัจจัยที่มีความแตกต่างจากวิกฤติของโควิด เพราะว่าในช่วงโควืดเป็นช่วงที่ ประเทศและประชาชนขาดรายได้ และบางส่วนก็ต้องตกงาน และเดินทางกลับบ้าน

นายอาคม กล่าวว่า แต่ในช่วงที่มีสงครามนั้น ผลกระทบที่สำคัญคือ เรื่องของค่าครองชีพเกิดจาก 2 เรื่อง คือ ราคาพลังงาน กับ ราคาอาหาร ซึ่งมีหลายภาคส่วนมองว่า เกิดจากปัญหา อุปทานไม่เพียงพอหรือไม่ ถ้าสังเกต ในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาน้ำมัน โดยเฉพาะ เบนซิน ที่ลดลง 3 บาท เนื่องจากราคาน้ำมันเบนซินโลกลดลงอย่างผิดคาด เพราะว่า ทุกคนกลัวเรื่องภาวะเศรษฐกิจถดถอย สะท้อนจาก ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ได้ ปรับดอกเบี้ยนโยบายขึ้นมา 0.75% ซึ่งเป็นเครื่องชี้วัดที่สำคัญ ว่าในอนาคต ทิศทาอัตราดอกเบี้ยจะสูงขึ้นแน่นอน เพื่อลดความร้อนแรงของเศรษฐกิจลงไปบ้าง จึงทำให้ราคาน้ำมัยเบนซิน ลดลงตามไปด้วย

อย่างไรก็ดี ยังไม่สามารถนิ่งนอนใจได้ เพราะราคาน้ำมันมีการผันผวนอยู่ตลอดเวลา ซึ่งสิ่งที่ต้องเตรียมตัว คือ การปรับตัว หากราคาน้ำมันแพงขึ้น ในขณะที่ ภาครัฐก็มีเครื่องมือค่อนข้างจำกัด ที่จะเข้าไปช่วยเหลือ และเครื่องมือที่สำคัญ ก็คือ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง การลดอัตราภาษีน้ำมัน และการเจรจากับโรงกลั่น เพื่อช่วยลดค่าการตลาดและค่าการกลั่น นอกจากนี้ อัตราดอกเบี้ย ก็มีผลกระทบต่อราคาสินค้านำเข้า รวมถึงค่าเงินบาทไทยที่ยังอ่อนตัว ทำให้ราคาสินค้า และวัตถุดิบ แพงขึ้นไปด้วย

นายอาคม กล่าวว่าในอีกด้านหนึ่ง การต้องดูเรื่องของเงินทุนเคลื่อนย้าย ที่หลายฝ่ายวิพากวิจารณ์ว่า ในขณะนี้ ทุนเคลื่อนย้ายของไทย ไหลออก ไปต่างประเทศค่อนข้างเยอะ โดยในเรื่องนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็จับตาดูอย่างใกล้ชิด และต้องคอยติดตามดูในเรื่องทิศทางอัตราดอกเบี้ยอีกครั้ง

Advertisement

“ปัจจัยทางเศรษฐกิจนั้น ซ้ำซ้อนเข้ามา ทำให้ทุกประเทศ ไม่ใช่เพียงไทยเท่านนั้น ที่ได้รับผลกระทบ ต้องเผชิญปัญหาเดียวกันหมด เพียงแต่ของไทยเรา จะมากหรือน้อย กว่าประเทศเพื่อนบ้าน หรือ เทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้วก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง” นายอาคม กล่าว

นายอาคม กล่าวว่า ทั้งนี้ ในไตรมาสที่ 1 ปี 2565 เศรษฐกิจไทขยายตัวได้ 2.5% และเมื่อเทียบกับทั้งปีที่แล้วที่โตที่ 1.5% ก็ถือว่าสูงกว่า ซึ่งที่เป็ฯสัญญาณที่ดีคื่อเรื่องของภาคการท่องเที่ยว เมื่อโควิดคลี่คคลาย และมีการปลดล็อกมาตรการต่างๆ โดยเฉพาะการยกเลิก ไทยแลนด์ พาส ก็ทำให้สามารถดึงนักท่องเที่ยวเข้าประเทศได้เพิ่มขึ้น

นายอาคม กล่าวว่า เพราะฉะนั้นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยปี 2565 ได้แก่ ภาคการส่งออกที่เป็นส่วนสำคัญ 60% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศ (จีดีพี) ภาคการท่องเที่ยวอีก ประมาณ 10% โดยคาดว่าในปีนนี้จะมีนักท่องเที่ยวถึง 9 ล้านคน ส่วนภายในประเทศ ก็ต้องพึ่งการบริโภคในประเทศ ต้องดูว่ากำลังซื้อกลับมาหรือไม่ เพราะในส่วนนนี้มีผลต่อเรื่องสินค้าอุปโภคบริโภค มีผลต่อสินค้าคงทนถาวร อาทิ อุตสาหกรรมรถยนต์ ภาคอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งภาคอสังหาคิอเป็น 8-9% ของจีดีพี ซึ่งรวมกันแล้ว ก็เป็นสัดส่วน 80% ของจีดีพีแล้ว ดังนั้นหากถามว่าจะขับเคลื่อเศรษฐกิจได้จริงหรือไม่ คำตอบก็ชัดเจนแล้ว เพราะฉะนั้น ภาครัฐจึงให้สำคัญกับภาคอสังหาด้วย

นายอาคม กล่าวว่า ในช่วงที่เศรษบกิกลับมาฟื้นตัวนั้น ภาคอสังหาเป็นหนึ่งในดัชนีชี้นำ หากจำนวนการโอนที่ดี การจำนอง การขออนุญาตก่อสร้าง ถ้าตัวเลขเหล่านี้เกิดขึ้นเมื่อไร แสดงให้เห็นว่า ในอีก 3-6 เดือนข้างหน้าจะมีการเริ่มก่อสร้างขึ้น ซึ่งหลายประเทศก็ใช้ดัชนีอสังหา เป็นตัวพยากรณ์ ว่าเมื่อเกิดอุตสาหกรรมด้านนี้ขึ้น อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องอื่นๆที่อยู่เบื้องก็จะเกิดขึ้นตาม จึงทำให้อสังเป็น ดัชนีชี้นำ ซึ่งภาครัฐ และเอกชน ก็จะช่วยกันดูแล

โดยภาคเอกชน ก็ต้องปรับตัว ดูในเรื่องปริมาณการต้องการขาย และ ต้องการซื้อให้เหมาะสม ส่วนตลาดแบ่งได้หลายกลุ่ม กลุ่มแรกคือ ผู้มีรายได้น้อย ซึ่งหน่วยงานของภาครัฐก็เข้ามาดูแลมากหน่อย อาทิ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) การเคหะแห่งชาติ ส่วนตลาดกลาง และตลาดบน ส่วนใหญ่ก็เป็นส่วนที่ภาคเอกชนดูแล และตลาดผู้มีรายได้สูงสุด หรือ ไฮเอ็น (Hi-End)ซึ่งตลาดนี้ก็ใช้ดึงดูด ชาวต่างชาติที่มีรายได้สูงให้เข้ามาทำงานและอาศัยในไทย ซึ่งภาครัฐ ก็มีมาตรการทางภาษีที่สนับสนุนให้คนกลุ่มนี้แล้ว

นอกจากนี้ มาตรการที่รัฐบาล ดำเนินการ ไปแล้ว มาตรการทางภาษี ได้แก่ การลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนอง เหลือ 0.01% ที่เป็นมาตรการต่อเนื่องมาเป็นเวลา 2 ปี มาตรการสนับสนุนการซื้อที่อยู่อาศัย บ้านล้านหลัง ของ ธอส. ที่ได้ขยายวงเงินให้กู้ได้สูง 1.5 ล้านบาทต่อราย และมาตรการของ ธปท. คือการปลดล็อก สัดส่วนการให้สินเชื่อของธนาคาร หรือ แอลทีวี ซึ่งมาตรการดำเนิไปถึง สิ้นปี 2565 นี้ ส่วนมาตรการด้านอัตราดอกเบี้ยนั้น รัฐบาลก็จะเข้าไปกำกับดูแลอัตรดอกเบี้ยให้เหมาะสม เพื่อไม่ให้ดอกเบี้ยขาขึ้นส่งผลต่อภาคธุรกิจมากนัก