นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และประธานคณะกรรมการแรงงานและพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยว่า การปรับขึ้นค่าไฟ 5 บาทต่อยูนิต ย่อมส่งผลกระทบต่อต้นทุนภาคธุรกิจและเพิ่มภาระกับประชาชนแน่นอน หลังจากก่อนหน้านี้ภาคเอกชนก็เจอผลกระทบจากปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นมาต่อเนื่องกว่า 2ปี โดยต้องแบกรับต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ที่เป็นผลกระทบมาต้งแต่เกิดการระบาดของโควิด-19 ตามด้วยสงครามสหรัฐ-ยูเครนและมาตรการแซงก์ชั่นทางเศรษฐกิจของขั้วประเทศ ส่งผลต่อราคาพลังงาน ดีเซล วัตถุดิบ การส่งออก และการท่องเที่ยว ขณะที่กำลังซื้อไม่ดี จากภาระค่าใช้จ่ายสูงขึ้นไม่สอดรับกับรายได้ที่มีอยู่ ทำให้เงินที่จะใช้จ่ายน้อยลง ซึ่งที่ทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ต้องนำมาตการประหยัดมมากขึ้นอีกมาพยุงธุรกิจและชีวิตประจำวันไว้ก่อน เช่น บางครอบครัวอยู่ 5 คนขับรถ 5 คัน ก็ปรับใช้ร่วมกันมากขึ้น ส่วนภาคเอกชนเชื่อว่าประหยัดกันมานานแล้ว และตอนนี้เพิ่มความสำคัฐต่อการนำเครื่องจักรและเทคโนโลยีมาใช้มากขึ้น ภาครัฐก็ต้องเร่งทำในเรื่องนี้ด้วย และยังไม่เชื่อว่าจะมีการผลักภาระไปในราคาสินค้าหรือบริการ เพราะกำลังซื้อประชาชนตอนนี้ก็ไม่ได้ดีนัก ซึ่งเชื่อว่ารัฐคงไม่ได้นิ่งนอนใจ และเตรียมหามาตรการช่วยเหลือกลุ่มที่เปราะบาง ซึ่งการจะให้รัฐมาช่วยทั้งหมดก็คงยาก ก็อยากเสนอให้เราๆปรับตัวลดการใช้พลังงานทุกด้านด้วยตนเองก่อน ทั้งเดินทางร่วม ปิดไฟทันทีที่ไม่ได้อยู่จุดนั้น
” ระบุไม่ได้ชัดว่า ค่าไฟเป็นต้นทุนเท่าไหร่ในการผลิตหรือการบริหารจัดการ เพราะแต่ละอุตสาหกรรมไม่เหมือนกัน หากเป็นทำประมงภาระหนักคือน้ำมันแพง ประมงแปรรูปค่าไฟอาจประมาณ 10% ของต้นทุน แต่หากมีห้องเย็นด้วยก็จะมากกว่า 10-20% เชื่อว่าทุกรายก็จะมีวิธีการจัดการของตนเอง แต่ที่น่ากังวลอีกเรื่องในเดือนสิงหาคม คือ การปรับอัตราค่าจ้างแรงงาน เพราะไม่อาจประหยัดได้ ซึ่งก็ต้องเห็นใจแรงงานและมนุษย์เงินเดือน ตอนนี้ของกินของใช้แพงมาก แต่รายได้ไม่ได้ขยับได้ตามอัตราเงินเฟ้อ ก็ต้องมีการทบทวนค่าจ้างให้เขา แต่ที่กกร.(คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน) เสนอให้พิจารณาสอดรับใน 3 เรื่อง คือ ไม่ควรขั้นค่าจ้างแรงงานในอัตราเดียวเท่ากันทุกจังหวัด อีกทั้งการกำหนดอัตราต้องประชุมหารือและฟังเสียงของกกร.จว.ด้วย เพราะในพื้นที่จะรู้ว่าที่เหมาะสมเป็นอย่างไร 3. ไตรภาคีจะมีข้อมูลพื้นฐานเรื่องอัตราเงินเฟ้อ จีดีพีจังหวัด และปัญหาต่างๆมาประกอบรวมด้วย โดยต้องดูอัตราขึ้นที่เหมาะสม หากสูงเกินไป จะกระทบหนักต่อทุกภาคส่วน กลุ่มแรกที่จะได้รับผลกระทบคือภาคท่องเที่ยวและภาคบริการ จากนั้นก็ตามกลุ่มเอสเอ็มอี และอุตสาหกรรมต่อไป ยังไม่รวมต้นทุนที่สูงขึ้นจากที่กำลังขาดแคลนแรงงานเป็นล้านๆคน ดีนะการท่องเที่ยวและภาคบริการเพิ่งเริ่มฟื้น หากฟื้นได้เต็มตัว วิกฤตแรงงานจะมากกกว่านี้
” เรื่องนี้ในวันที่ 12 กรกฎาคม หอการค้าและกระทรวงแรงงานจะร่วมแถลงข่าวถึงแผนการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวเพื่อรองรับการฟื้นฟูประเทศ และปัญหาเริ่มขาดแคลนแรงงานในประเทศ ” นายพจน์ กล่าว
นายพจน์ กล่าวว่าสำหรับสถานการณ์ครึ่งหลังปี 2565 ในภาคธุรกิจยังมองว่า ครึ่งปีหลังสถานการณ์ต่างๆจะไม่รุนแรงกว่านี้ ทำให้มีความหวังต่อภาคส่งออกทั้งปีอาจขยายได้เกิน 8% การผ่อนคลายมาตรการและเปิดประเทศจะทำให้มีนักท่องเที่ยวเข้าประเทศ 10 ล้านคน การลงทุนดีขึ้น ที่ยังน่าห่วงคือกำลังใช้จ่าย เพราะราคาสินค้าและค่าครองชีพยังสูงมาก
นางชฎาทิพ จูตระกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท สยามพิวรรธน์ ผู้บริหารศูนย์การค้าสยามพารากอน ไอคอนสยาม ฯ กล่าวว่า บริษัทได้เห็นความสำคัญเรื่องการลดพลังงานและการใช้ไฟฟ้าในศูนย์การค้า และดำเนินการนำเทคโนโลยีมาช่วยการประหยัดพลังงานประหยัดไฟตั้งแต่ 7 ปีก่อน ทำให้สะสม 7 ปีที่ผ่านมา เราประหยัดพลังงานและการใช้ไฟถึง 20% และบริษัทยังเดินหน้านำเทคโนโลยีและเน้นการประหยัดพลังานทุกด้านต่อเนื่อง ซึ่งการบริหารจัดการและลดการใช้พลังงานถือเป็นเรื่องสำคัญของการทำธรุกิจศูนย์การค้า รวมถึงธุรกิจด้านอื่นๆด้วย ส่วนภาพรวมของธุรกิจค้าปลีก ยังเชื่อว่าครึ่งปีหลังนี้จะดีกว่าครึ่งปีแรก เพราะไทยผ่อนคลายมาตรการและเปิดประเทศ แม้ยังเรื่องการแพร่ระบาดโควิด แต่เชื่อว่าทุกคนไม่ได้ประมาทและรู้จักว่าจะใช้ชีวิตอย่างไรที่ปลอดภัย

