หน้าแรก เศรษฐกิจ กรอ.เปิดปฏิบั...

กรอ.เปิดปฏิบัติเชิงรุก กำจัดขยะอุตฯ

12.07.22 | 06:30 น.

กรอ.เปิดปฏิบัติเชิงรุก กำจัดขยะอุตฯ

ปัจจุบันเทรนด์การจัดการ ขยะ ไม่ว่าในครัวเรือนในหรือในภาคอุตสาหกรรม กำลังเป็นประเด็นใหญ่ที่มีส่วนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยและทั่วโลก หากรู้จักใช้ประโยชน์ผ่านกรรมวิธีต่างๆ อาทิ การรีไซเคิล เพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ หรือเพิ่มมูลค่าใช้ประโยชน์ด้าน ตลอดจนการลดขยะเป็นศูนย์ ย่อมส่งผลดีต่อทุกภาคส่วนแน่นอน และยังสอดรับกับโมเดลเศรษฐกิจบีซีจี (เศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว) ของไทย

โดยเฉพาะขยะอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ใดๆ ย่อมมีองค์ประกอบที่ซับซ้อนจากกระบวนการผลิต และความซับซ้อนดังกล่าวเกือบทุกผลิตภัณฑ์สามารถนำสร้างประโยชน์ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศไทย

ล่าสุด กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม กำลังวางแนวทางการบริหารจัดการซากทั้ง 3 ประเภท ประกอบด้วย 1.ซากรถยนต์เก่า 2.ซากแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้า และ 3.ซากเซลล์แสงอาทิตย์ พบว่ามีความน่าสนใจอย่างมาก เพราะทั้ง 3 ประเภทนี้คืออุตสาหกรรมแกนหลักของประเทศ ทั้งอุตสาหกรรมยานยนต์ ส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนผลิตภัณฑ์ประเทศ (จีดีพี) ตั้งแต่ยานยนต์ที่ใช้น้ำมัน ไปจนถึงยานยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าซึ่งต้องมีแบตเตอรี่เป็นหัวใจกักเก็บไฟฟ้า และอุตสาหกรรมไฟฟ้า ที่ขาหนึ่งคือการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน คือ แสงอาทิตย์ ผ่านอุปกรณ์สำคัญคือ แผงเซลล์แสงอาทิตย์ หรือ แผงโซลาร์

วันชัย พนมชัย อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) ให้ข้อมูลว่า หากซากรถยนต์ ซากแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้า และซากเซลล์แสงอาทิตย์ ที่นับวันจะมีปริมาณมากขึ้น ไม่ได้รับการบริหารจัดการอย่างถูกวิธี จะก่อให้เกิดปัญหาเป็นอย่างมาก พบว่าในอีก 15-20 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะมีปริมาณซากรถยนต์ที่ใช้แล้วสูงถึง 16 ล้านคัน ซากแบตเตอรี่สะสม 482,413 ตัน และซากเซลล์แสงอาทิตย์สะสม 105,285 ตัน กรอ. วางแนวทางการบริหารจัดการซากทั้ง 3 ประเภท ดังนี้ 1.ซากรถยนต์เก่า ผลักดันให้มีโรงงานถอดแยกชิ้นส่วนรถยนต์แบบครบวงจร ให้เกิดการขยายตัวเพิ่มมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันมีอยู่เพียง 4 แห่ง เท่านั้น คือ

1.บริษัท ฮีดากาโยโก เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด จังหวัดชลบุรี สามารถกำจัดซากได้ 400 ตันต่อปี สามารถดำเนินการได้ครบวงจร 2.บริษัทวงษ์พาณิชย์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด จังหวัดพระนครศรีอยุธยา สามารถกำจัดซากได้ 7,000 ตันต่อปี สามารถดำเนินการได้ครบวงจร 3.บริษัท กรีน เมทัลส์ (ประเทศไทย) จำกัด จังหวัดฉะเชิงเทรา สามารถกำจัดซากได้ 550 คันต่อปี หรือประมาณ 1,100 ตันต่อปี (โดยคิดน้ำหนักเฉลี่ย 2 ตัน/คัน)

Advertisement

4.บริษัท ซันเทค เมทัลส์ จำกัด จังหวัดชลบุรี ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ ชลบุรี 1 โดยโรงงานนี้แบ่งการทำงานเป็น 2 ส่วน คือ 4.1 ทะเบียน น.64(12)-1/2549-นหช ดำเนินการไม่ครบวงจร สามารถรีไซเคิลได้เฉพาะของเสียไม่อันตรายเท่านั้น คือถอดแยกโครงสร้างรถยนต์และอื่นๆ ที่ไม่อันตราย ส่วนของเสียอันตรายส่งต่อให้ 4.2 สามารถกำจัดซากได้ ประมาณ 10,000-15,000 ตัน/ปี 4.2 โรงงานที่จะตั้งใหม่ (ยังไม่ทราบข้อมูลการกำจัดซาก) ผลิตเชื้อเพลิงผสม และรับของเสียต่อจาก 4.1

โดยโรงงานทั้ง 4 แห่ง สามารถกำจัดซากได้รวม 23,500 ตันต่อปี ทั้งนี้โรงงานทั้งหมดสามารถดำเนินงานตั้งแต่การรวบรวมรถยนต์ที่หมดอายุการใช้งาน การรื้อชิ้นส่วนยานพาหนะ ตลอดจนการกำจัดของเสียที่เกิดขึ้นจากยานพาหนะที่ไม่สามารถใช้ประโยชน์จากชิ้นส่วนรถยนต์อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น เพื่อลดปริมาณการนำเข้าเหล็กจากต่างประเทศ และเป็นการนำทรัพยากรจากการแยกซากรถมาหมุนเวียนให้กลายเป็นชิ้นส่วนที่เป็นประโยชน์ต่ออุตสาหกรรม อาทิ ยาง พลาสติก โลหะมีค่าสกัดได้จากชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และโลหะที่เป็นเหล็ก ซึ่งในรถยนต์หนึ่งคันมีสัดส่วนเหล็กมากถึง 69% คิดเป็นมูลค่ากว่าสามหมื่นบาทต่อคัน

2.ซากแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้า ถ้ามีประสิทธิภาพความจุมากกว่า 80% สามารถนำกลับไปประกอบใหม่ (Repack) เพื่อเชื่อมกับแบตเตอรี่โมดูล หรือเซลล์อื่นๆ ส่วนแบตเตอรี่ที่มีประสิทธิภาพความจุอยู่ระหว่าง 60-80% สามารถนำกลับไปใช้ซ้ำ (Reuse) และแบตเตอรี่ที่มีประสิทธิภาพความจุต่ำกว่า 60% หรือไม่สามารถใช้งานต่อได้แล้ว ก็จะนำ ไปรีไซเคิล (recycle) ในโรงงานที่จัดสร้างขึ้นเพื่อนำวัตถุดิบกลับมาใช้ผลิตแบตเตอรี่ใหม่ได้อีกครั้ง

3.ซากเซลล์แสงอาทิตย์ มีเป้าหมายการนำกลับวัสดุในซากเซลล์แสงอาทิตย์กลับมารีไซเคิลได้ไม่น้อยกว่า ร้อยละ 80 ของน้ำหนักซาก ทั้งนี้เบื้องต้น ต้องกำหนดผู้รับผิดชอบในการรวบรวมและรีไซเคิล การ Tracking แผงเซลล์แสงอาทิตย์ที่ผลิตทั้งในประเทศและนำเข้าจากต่างประเทศ

อธิบดีวันชัยระบุอีกว่า โดยตั้งแต่ปี 2562 กระทรวงอุตสาหกรรม ได้ลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) โครงการสาธิต สำหรับการใช้ทรัพยากรหมุนเวียนที่คำนึงถึงการอนุรักษ์พลังงานเพื่อการรีไซเคิลทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและเหมาะสม สำหรับซากยานพาหนะที่หมดอายุใช้งานในประเทศไทย (ELV Project : End-of-life Vehicles in Thailand) ร่วมกับการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และ องค์การพัฒนาพลังงานใหม่และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม หรือ NEDO เพื่อสร้างระบบหมุนเวียนการใช้ทรัพยากรที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพจากซากรถยนต์ที่ใช้แล้วในประเทศไทย โดยมีเป้าหมายที่จะเป็นต้นแบบการรีไซเคิลทั้งในประเทศไทย และในภูมิภาคเอเชียในอนาคต

จากความร่วมมือดังกล่าว ได้มีการสรุปทำเป็นคู่มือมาตรฐานการทำงาน (คู่มือการแยกชิ้นส่วน) ตลอดจนแนวทางปฏิบัติที่เหมาะสมสำหรับการถอดแยกซากรถยนต์ เพื่อเสนอแนวทางการจัดการ และจูงใจให้ผู้ที่มีรถยนต์เก่า นำมาทำลายอย่างถูกวิธี พร้อมทั้งกระตุ้นให้มีการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ โดยการซื้อรถยนต์ใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น นำไปสู่การเกิดระบบจัดการซากรถยนต์อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นรูปธรรมในประเทศไทยต่อไป

ล่าสุด กรอ.ยังมีแนวคิดในการสนับสนุนให้มีการตั้งโรงงานถอดแยก (Dismantlement) หรือบดย่อย แบตเตอรี่ที่ไม่ใช้แล้วหรือ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้แล้วหรือยานยนต์ และซากยานยนต์ เพื่อให้การบริหาร จัดการซากเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ อธิบดีกรมโรงงานฯ กล่าวปิดท้าย

ผู้สื่อข่าวตรวจสอบข้อมูลเพิ่มยังพบข้อมูลที่น่าสนใจในส่วนของรถยนต์เก่าในไทย โดยสถิติจำนวนรถจำแนกตามอายุรถทั่วประเทศ กรมการขนส่งทางบก ณ วันที่ 31 มกราคม 2565 ประเทศไทยมีรถยนต์ที่มีอายุการใช้งานมากกว่า 20 ปี ทุกประเภท รวมทั้งสิ้น 5,033,307 คัน หากรีไซเคิลซากรถทั้งหมด จะได้เหล็กประมาณ 6.55 ล้านตัน และคาดว่าในระยะ 20 ปีข้างหน้าจำนวน รถยนต์ที่มีอายุการใช้งานมากกว่า 20 ปี จะเพิ่มเป็น 16 ล้านคัน รถยนต์เก่าที่มีอายุการใช้งานยาวนาน และขาดการบำรุงรักษาตามมาตรฐานเป็นสาเหตุหลักอย่างหนึ่งของปัญหาฝุ่น PM 2.5 การนำไปรีไซเคิลจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง

แต่ประเด็นรถยนต์เก่ายังต้องแยกเป็น 2 ส่วนคือ รถยนต์เก่าที่ประชาชนยังใช้งานอยู่ โดยเฉพาะกลุ่มมีผู้มีรายได้น้อย มีข้อจำกัดในการเปลี่ยนรถยนต์คันใหม่ หากรัฐต้องการสนับสนุนให้นำรถเก่าไปเข้าระบบรีไซเคิล ควรมีแรงจูงใจที่เหมาะสมเฉกเช่นเดียวกับรถยนต์ไฟฟ้า

อีกกลุ่มคือ ซากรถยนต์ที่ไม่สามารถใช้งานได้แล้ว กลุ่มนี้จากการสำรวจพบว่ามักกระจุกตัวอาทิ สถานีตำรวจ หรือสถานที่จัดเก็บเฉพาะ และมีข้อจำกัดเรื่องข้อกฎหมายที่ล้าหลังมาเป็นอุปสรรคได้เพิ่มมูลค่า

ไม่เช่นนั้น แนวทางการบริหารจัดการซากทั้ง 3 ประเภทที่ กรอ.กำลังเดินหน้า คงสำเร็จยาก …นั่นหมายถึงประเทศเสียโอกาส และนโยบายบีซีจีคงไม่สำเร็จเช่นกัน!!