หน้าแรก เศรษฐกิจ บสย. ชง คลัง ...

บสย. ชง คลัง หนุน 2 โครงการค้ำประกันวงเงิน 1.8 หมื่นล้าน โชว์ผลงานครึ่งแรกค้ำไปกว่า 9.2 หมื่นล. 

12.07.22 | 15:14 น.

บสย. ชง คลัง หนุน 2 โครงการค้ำประกันวงเงิน 1.8 หมื่นล้าน โชว์ผลงานครึ่งแรกค้ำไปกว่า 9.2 หมื่นล.

นายสิทธิกร ดิเรกสุนทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เปิดเผยว่า บสย. ยังอยู่ระหว่างนำเสนอโครงการค้ำประกันสินเชื่อ จีพีเอส (PGS) 10 วงเงิน 1.5 แสนล้านบาท ตั้งเป้าช่วยผู้ประกอบการเอสเอ็มอี 3.5 หมื่นราย และกระตุ้นการปล่อยสินเชื่อ 1.8 แสนล้านบาท ส่วนเงื่อนไข คาดว่าจะเป็นเช่นเดียวกับโครงการที่ผ่านมา คือ รัฐบาลอุดหนุนค่าธรรมเนียมการค้ำประกันให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) 3 ปี และมีระยะเวลาการค้ำสูงสุดที่ 10 ปี ซึ่งเป็นการค้ำประกันทั้งพอร์ตสินเชื่อที่เข้าร่วมโครงการของแต่ละสถาบันการเงิน โดยกำหนดให้สถาบันการเงินสามารถเคลม ความเสียหายจากการปล่อยสินเชื่อแล้วกลายเป็นหนี้เสียหรือหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ได้ถึง 30-40% ของสินเชื่อ

นายสิทธิกร กล่าวว่า ส่วนโครงการ พีจีเอส 9 ซึ่งมีวงเงิน 1.5 แสนล้านบาท จะสิ้นสุดโครงการในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2565 ปัจจุบันยังเหลือวงเงินอีก 1.7 หมื่นล้านบาท คาดว่าจะสามารถปล่อยได้หมดภายในกันยายนนี้ นอกจากนี้ บสย. ได้นำเสนอ โครงการค้ำประกันสินเชื่อไมโคร 5 วงเงิน 30,000 ล้านบาทด้วย โดยตั้งเป้าช่วยผู้ประกอบการเอสเอ็มอี 1.2 แสนราย เพื่อให้การช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีได้รับการค้ำประกันสินเชื่ออย่างต่อเนื่อง

นายสิทธิกร กล่าวว่า สำหรับผลดำเนินงานค้ำประกันสินเชื่อ บสย. รอบ 6 เดือน (1 มกราคม – 30 มิถุนายน 2565) อนุมัติวงเงินค้ำประกันสินเชื่อแล้ว 92,879 ล้านบาท โดยยอดค้ำประกัน 50% มาจากโครงการค้ำประกันสินเชื่อ จีพีเอส 9 วงเงิน 46,314 ล้านบาท อันดับ 2 โครงการค้ำประกันสินเชื่อ พระราชกำหนด (พ.ร.ก.)ฟื้นฟู สัดส่วน 39% วงเงิน 36,425 ล้านบาท และอันดับ 3 โครงการค้ำประกันสินเชื่อ บสย. ไมโครต้องชนะ (ไมโคร 4) สัดส่วน 5% วงเงิน 4,473 ล้านบาท และ โครงการอื่นๆ สัดส่วน 6% วงเงิน 5,667 ล้านบาท

นายสิทธิกร กล่าวว่า ส่วนกลุ่มธุรกิจยอดค้ำประกันสูงสุด คือ 1. ธุรกิจบริการ 28% 2. กลุ่มเกษตรกรรม 12% 3. ธุรกิจการผลิตสินค้าและการค้า 11% ซึ่งสามารถช่วยผู้ประกอบการเอสเอ็ม เข้าถึงแหล่งทุน 68,731 ราย สร้างสินเชื่อในระบบ 102,544 ล้านบาท รักษาการจ้างงานรวม 620,164 ตำแหน่ง และ สร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ 383,592 ล้านบาท

นายสิทธิกร กล่าวว่า โดยผลการค้ำประกันสินเชื่อในกลุ่มธุรกิจเกษตรกรรมมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น 2% จาก 10% ในปี 64 เป็น 12% ในปี 65 คิดเป็นวงเงินค้ำ 11,001 ล้านบาท โดยภาคใต้ ครองแชมป์ยอดค้ำสูงสุด สัดส่วน 25% วงเงิน 2,774 ล้านบาท รองลงมาเป็นภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สัดส่วน 19% วงเงิน 2,028 ล้านบาท ภาคเหนือ สัดส่วน 18 % วงเงิน 1,943 ล้านบาท กรุงเทพและปริมณฑล สัดส่วน 15 % วงเงิน 1,639 ล้านบาท ภาคกลาง สัดส่วน 12% วงเงิน 1,365 ล้านบาท และภาคตะวันออก สัดส่วน 11% วงเงิน 1,251 ล้านบาท

Advertisement