‘เฟทโก้’ ชี้ดัชนีเชื่อมั่นนักลงทุนทรุดสู่เกณฑ์ซบเซาครั้งแรกในรอบ 11 เดือน
นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน ในอีก 3 เดือนข้างหน้า ประจำเดือนมิถุนายน 2565 พบว่า ดัชนีอยู่ที่ระดับ 64.57 ปรับตัวลดลง 23.1% เทียบกับเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา อยู่ในเกณฑ์ “ซบเซา” เป็นครั้งแรกในรอบ 11 เดือน โดยนักลงทุนมองว่า การฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวจะเป็นปัจจัยหนุนความเชื่อมั่นมากที่สุด รองลงมาคือเงินทุนไหลเข้า และนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในการแก้ปัญหาเงินเฟ้อ ส่วนปัจจัยที่ฉุดความเชื่อมั่นนักลงทุนมากที่สุด ได้แก่ นโยบายการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟด ที่อาจนำไปสู่ปัญหาเศรษฐกิจถดถอย (Recession) รองลงมาคือ ภาวะเงินเฟ้อจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลก และความกังวลต่อสถานการณ์โควิด-19 โอมิครอนสายพันธุ์ BA.4 และ BA.5
นายกอบศักดิ์กล่าวว่า ในช่วงเดือนมิถุนายน 2565 ดัชนีเคลื่อนไหวในกรอบแคบอยู่ระหว่าง 1,557.61-1,660.01 จากความกังวลต่อสถานการณ์เงินเฟ้อทั่วโลก และความเสี่ยงที่เศรษฐกิจจะเข้าสู่สภาวะถดถอยมากขึ้น หลังประธานเฟด และประธานธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ส่งสัญญาณเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดกั้นเงินเฟ้อ ทำให้ในเดือนมิถุนายน นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 29,990 ล้านบาท เป็นการขายสุทธิครั้งแรก หลังจากซื้อสุทธิมาตลอดตั้งแต่เดือนธันวาคม 2564 ส่งผลให้ดัชนีปิดที่ระดับ 1,568.33 จุด ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2565 ปรับตัวลดลง 5.7% จากเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา
นายกอบศักดิ์กล่าวว่า ทิศทางการปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในช่วงวิกฤตครั้งที่ผ่านมา อาทิ ต้มยำกุ้ง ดอกเบี้ยอยู่ต่ำสุดที่ 1.25% เท่านั้น แต่ในปัจจุบันวิกฤตโควิด-19 มีการปรับลดดอกเบี้ยจนเหลือ 0.50% และคงไว้ในระดับดังกล่าวเป็นเวลานาน ทำให้เมื่อสถานการณ์โควิดเริ่มดีขึ้น ภาคการท่องเที่ยวเริ่มฟื้นตัว เกิดภาวะเงินเฟ้อ จะทำให้ ธปท.เริ่มประเมินการปรับขึ้นดอกเบี้ย ที่มองว่าเป็นการปรับขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป ประมาณ 0.25% จนถึงปลายปี 2565 ซึ่งเหลือการประชุมอีก 3 ครั้ง จึงน่าจะปรับขึ้นดอกเบี้ยรวมเป็น 0.75% ในปีนี้ ทำให้อย่างน้อยดอกเบี้ยจะกลับไปที่ 1.25% ซึ่งเป็นสาเหตุที่นักลงทุนเริ่มมองว่าหุ้นกลุ่มธนาคาร (แบงก์) มีความน่าสนใจ
นายกอบศักดิ์กล่าวว่า สำหรับแนวทางการเก็บภาษีหุ้นนั้น มองว่าจังหวะนี้ไม่ใช่เวลาที่เหมาะสม โดยผลกระทบที่เกิดขึ้นจะทำให้นักลงทุนเสียหายอย่างใหญ่หลวงในช่วงนี้ และอาจเสียหายต่อไปอีก เนื่องจากการที่เราจะมาเก็บภาษีในช่วงที่ตลาดคับขันที่สุด จะเป็นการซ้ำเติม เพราะเมื่อเก็บภาษีเหล่านี้ นักลงทุนต่างชาติก็มีความกังวลใจในที่ถือเป็นหนึ่งในปัจจัยหลัก โดยการที่ตลาดคับขันหากสภาพคล่องในตลาดลดลงอีก จะทำให้เกิดแรงเหวี่ยงได้อีกสูงมาก ซึ่งหากเป็นลักษณะนี้การเก็บภาษีจะเป็นการซ้ำเติมนักลงทุนในช่วงที่ยากลำบากที่สุด รวมถึงเป้าหมายของการเก็บภาษีคือ การเพิ่มรายได้ให้รัฐบาล ซึ่งหากสามารถรักษาสภาพคล่องไว้ และดึงนักลงทุนเข้ามาเพิ่มต่อเนื่อง จะสามารถเพิ่มขนาดเศรษฐกิจ และเก็บภาษีในรูปแบบอื่นได้มากขึ้น
“มองว่ามีทางออกอีกทางที่ไม่ใช่การเก็บภาษีขายหุ้น แต่เป็นการทำงานร่วมกัน เพื่อเพิ่มขนาดของเค้ก ซึ่งคนที่สามารถเพิ่มขนาดของเค้กได้มากที่สุดคือ ตลาดทุน และมีความมั่นใจมากว่า เราคือคนที่ทำให้เกิดการลงทุนที่มีอัตราการเจริญเติบโตดีที่สุด เพราะสามารถรับความเสี่ยงได้มากกว่าธนาคารพาณิชย์ อาทิ การสนับสนุนเอสเอ็มอี หรือสตาร์ตอัพ ที่สามารถเริ่มโครงการดีๆ สนับสนุนเงินทุน ให้มีโอกาสโตได้ดีขึ้นในอนาคต” นายกอบศักดิ์กล่าว

