‘ออมสิน’ ลุยปล่อยกู้ดิจิทัลเลนดิ้ง 100% พ.ย.นี้ ตั้งเป้าดึงรายย่อย-อาชีพอิสระเข้าถึงเงินทุน

18.07.22 | 16:01 น.

‘ออมสิน’ ลุยปล่อยกู้ดิจิทัลเลนดิ้ง 100% พ.ย.นี้ ตั้งเป้าดึงรายย่อย-อาชีพอิสระเข้าถึงเงินทุน ไม่ต่ำกว่า 2 แสนราย

เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ภายในเดือนพฤษจิกายนนี้ ธนาคารจะสามารถปล่อยกู้ให้แก่ลูกค้ารายย่อยผ่านระบบออนไลน์หรือดิจิทัลเลนดิ้งได้ 100% หลังจากที่ได้ทยอยนำร่องปล่อยกู้ผ่านระบบโมบาย เลนดิ้ง ไปบ้างแล้วในช่วงที่ผ่านมา โดยการปล่อยกู้ดิจิทัลเลนดิ้งนั้น ทางธนาคารจะไม่นำข้อมูลเรื่องของรายได้ของผู้กู้มาเป็นหลักเกณฑ์หลักในการพิจารณา แต่จะใช้ข้อมูลอื่น มาใช้ในการพิจารณา เช่น อาชีพ อายุ ประวัติการชำระเงิน การใช้บริการระบบสาธารณูปโภคต่างๆ เป็นต้น

“การปล่อยกู้ผ่านโมบายเลนดิ้ง หรือ MyMo ของธนาคารในช่วงที่ผ่านมานั้น เราสามารถปล่อยกู้ให้แก่รายย่อยได้ถึง 1.6 ล้านราย และภายในปีนี้ เราตั้งเป้าจะปล่อยกู้ดิจิทัลเลนดิ้งให้ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ โดยวงเงินในการปล่อยกู้ต่อรายจะอยู่ที่ประมาณ 2-3 หมื่นบาท อัตราดอกเบี้ยจะอยู่ในระดับต่ำที่ 1-1.25%ต่อเดือน คาดว่า เมื่อเราปล่อยกู้ได้ จะทำให้มีลูกค้าเข้ามาในพอร์ตเพิ่มขึ้น 2 แสนราย” นายวิทัย กล่าว

ทั้งนี้ การปล่อยกู้ผ่านดิจิทัลเลนดิ้งเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญที่จะทำให้ธนาคารเป็นธนาคารเพื่อสังคมได้มากยิ่งขึ้น เนื่องจาก ลูกค้าส่วนใหญ่ของธนาคารจะเป็นลูกค้ารายย่อยที่ประกอบอาชีพอิสระ ความสามารถในการเข้าถึงแหล่งทุนมีไม่เท่ากับผู้ที่มีรายได้ประจำ ดังนั้น ธนาคารจึงต้องพยายามออกแบบผลิตภัณฑ์ทางการเงินให้สอดคล้องกับอาชีพและความต้องการของผู้กู้ที่ประกอบอาชีพอิสระ ปัจจุบัน ธนาคารมีฐานลูกค้ารายย่อยถึง 70% ของพอร์ตลูกค้าทั้งหมด

นายวิทัย กล่าวว่า การเป็นธนาคารเพื่อสังคมนั้น นอกเหนือจากการนำผู้กู้ที่ประกอบอาชีพอิสระให้สามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้ง่ายขึ้นแล้ว ยังจะต้องช่วยให้อัตราดอกเบี้ยในระบบที่อยู่ในระดับสูงปรับลดลงมาด้วย ซึ่งที่ผ่านมา ธนาคารก็ได้ดำเนินโครงการสินเชื่อจำนำทะเบียนรถจักรยานยนต์ ทำให้อัตราดอกเบี้ยในระบบดังกล่าวที่มีอยู่สูงถึง 28% ต่อปี ปรับลดลงมาอยู่ในระดับประมาณ 16-18% ต่อปี โดยสามารถปล่อยสินเชื่อได้กว่า 1 ล้านราย

Advertisement

รวมถึง ยังได้ดำเนินโครงการมีที่มีเงิน เพื่อให้ธุรกิจที่มีหลักประกันได้มีสภาพคล่องไปดำเนินธุรกิจในช่วงโควิดได้ โดยปล่อยสินเชื่อได้ถึง 2.1 หมื่นล้านบาท ซึ่งในครึ่งหลังของปีนี้ ธนาคารจะเร่งเปิดตัวธุรกิจนอนแบงก์ เพื่อประกอบธุรกิจด้านสินเชื่อที่ดิน ธุรกิจขายฝาก และ สินเชื่อส่วนบุคคล เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและรายย่อยให้มีสภาพคล่อง โดยที่อัตราดอกเบี้ยจะยังคงต่ำกว่าในระบบ หรือ จะอยู่ในระดับไม่เกิน 20% ต่อปี

นายวิทัย กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ ในระยะ 2 ปีที่ผ่านมา หลังจากที่ธนาคารได้ปรับยุทธศาสตร์ให้ธนาคารเป็นธนาคารเพื่อสังคมมากขึ้น โดยยึดหลักนำกำไรจากการประกอบธุรกิจปกติ มาสนับสนุนภารกิจเชิงสังคมผ่านมาตรการและโครงการต่าง ๆ กว่า 45 โครงการ มีประชาชนได้รับประโยชน์และความช่วยเหลือแล้วจำนวนกว่า 13 ล้านราย โดยเป็นผู้ที่ได้รับสินเชื่อ 5.7 ล้านราย ในจำนวนนี้เป็นผู้ที่ไม่เคยมีประวัติเครดิตและเป็นการเข้าถึงสินเชื่อในระบบมากถึง 2.76 ล้านราย ตั้งเป้าหมายระยะ 1-2 ปีว่า ในจำนวนนี้ประมาณ 1.5 ล้านราย จะขยับเป็นผู้กู้ที่มีเครดิตสามารถกู้เงินจากสถาบันการเงินอื่นได้

นายวิทัย กล่าวว่า สำหรับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ได้รับสินเชื่อเสริมสภาพคล่องให้ธุรกิจแล้วเป็นเม็ดเงินกว่า 1.95 แสนล้านบาท รวมถึง การช่วยเหลือประชาชนที่ตกงานหรือขาดรายได้ให้สามารถกลับมามีอาชีพ และสร้างรายได้ กว่า 1 แสนราย ส่วนผลประกอบการในครึ่งปีแรกนั้น ธนาคารสามารถทำกำไรได้ 1.5 หมื่นล้านบาท คาดว่า สิ้นปีจะมีกำไรราว 2.9 หมื่นล้านบาท สูงกว่าปี 2564 ที่มีกำไร 2.5 หมื่นล้านบาท ทั้งนี้ ส่วนสำคัญที่ทำให้ธนาคารยังคงมีผลกำไรในระดับสูง เนื่องจาก สามารถปรับลดต้นทุนการดำเนินงานโดยรวมได้กว่า 1 หมื่นล้านบาท

นายวิทัย กล่าวว่า ส่วนหนี้เสียนั้น ถือว่า ยังอยู่ในระดับต่ำและสามารถควบคุมได้ โดยอยู่ที่ 2.67% แต่สูงกว่าปีก่อนเล็กน้อยที่อยู่ในระดับ 2.49% อย่างไรก็ดี ทั้งปีตั้งเป้าจะบริหารจัดการให้ไม่เกิน 3.5% แต่เป็นเรื่องที่ธนาคารต้องดูแลอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ ปัจจุบันธนาคารได้ตั้งสำรองส่วนเกินไว้จำนวนมากถึง 4.1 หมื่นล้านบาท จาก 2 ปีที่แล้วมีเงินสำรองส่วนเกินเพียง 4 พันล้านบาทเท่านั้น