ขสมก.เปิดแผนจ้างเอกชนวิ่งรถอีวี 224 คัน วงเงิน 953 ล้าน หวังลดต้นทุนน้ำมัน-ค่าซ่อม 230 ล้าน
เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม นายกิตติกานต์ จอมดวง จารุวรพลกุล ผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เปิดเผยภายหลังการลงนามบันทึกข้อตกลงคุณธรรม ความร่วมมือป้องกันการทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ระหว่างหน่วยงานของรัฐ เจ้าของโครงการ ผู้ประกอบการ และผู้สังเกตการ ในโครงการจ้างเหมาบริการเดินรถโดยสารปรับอากาศที่ใช้พลังงานสะอาด (อีวี) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริการ จัดการเดินรถ และลดมลภาวะในเขตเมือง จำนวน 224 คัน วงเงิน 953 ล้านบาท ว่าที่ผ่านมาโครงการนี้ได้มีการเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการบริหารกิจการ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (บอร์ด ขสมก.) ได้เห็นชอบโครงการดังกล่าวแล้ว แต่ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2565 เบื้องต้นทาง ขสมก.เล็งเห็นว่าโครงการดังกล่าวมีผกระทบต่อการให้บริการของประชาชน และมีมูลค่าโครงการค่อนข้างสูง จึงอยากให้มีความโปร่งใสในการทำงาน
นายกิตติกานต์กล่าวว่า ขสมก.ได้จัดทำหนังสือถึงกรมบัญชีกลาง เพื่อนำโครงการเข้าสู่การลงนามบันทึกข้อตกลงคุณธรรมระหว่างกัน โดยกรมบัญชีกลางได้ส่งรายชื่อผู้สังเกตการเข้าร่วมดำเนินการในครั้งนี้ด้วย สำหรับรายชื่อผู้เข้าร่วมสังเกตการจากองค์กรต่อต้านคอรัปชัน (ประเทศไทย) ในครั้งนี้ทั้งหมด 3 คน ประกอบด้วย 1.รศ.ดร.ราเชนทร์ ชินทยารังสรรค์ 2.นางสุจิตรา สุดดเขตต์ และ 3.นายอรวิทย์ เหมะจุฑา

นายกิตติกานต์กล่าวว่า หลังจากการลงนามแล้วเสร็จจะเริ่มดำเนินการจัดประชุม เพื่อจัดทำร่างเอกสารการประกาศประกวดราคา (ทีโออาร์) จ้างอิเล็กทรอนิกส์ (อี-บิดดิ้ง) รวมทั้งรายละเอียดข้อกำหนดของโครงการ โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนสิงหาคมนี้ จากนั้นจะนำทีโออาร์ขึ้นประชาพิจารณ์ผ่านเว็บไซต์ของ ขสมก. หากไม่มีข้อท้วงติงคาดว่าจะเปิดประมูลได้ภายในเดือนกันยายน 2565 และได้ผู้ชนะและลงนามสัญญาได้ ภายในปลายปี 2565 นี้
นายกิตติกานต์กล่าวอีกว่า ส่วนกำหนดการส่งมอบรถยังไม่สามารถระบุได้ เนื่องจากอยู่ระหว่างจัดทำทีโออาร์ ซึ่งในทีโออาร์นี้จะระบุว่าจะส่งมอบรถภายในกี่วัน หรือส่งมอบแบ่งเป็นลอต แต่ ขสมก.คาดว่าจะส่งมอบและให้บริการได้ภายในช่วงต้นปี 2566 ขณะเดียวกันหากมีข้อท้วงติงก็จะนำกลับมาทบทวนแก้ไข เพื่อให้เกิดความโปร่งใสมากที่สุด แต่หากมีการแก้ไขอาจทำให้ไทม์ไลน์ดังกล่าวล่าช้าไปเล็กน้อย ส่วนแผนการจ้างเอกชนวิ่งให้บริการ เบื้องต้นกำหนดไว้ 2 ปี ระหว่างรอแผนฟื้นฟูผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป
“สำหรับรถ 224 คัน ที่นำมาให้บริการประชาชน คาดว่าจะช่วยลดต้นทุนค่าน้ำมันเชื้อเพลิง ประมาณ 70 ล้านบาทต่อปี โดยปัจจุบันจ่ายค่าน้ำมันเชื้อเพลิงและก๊าซธรรมชาติ (เอ็นจีวี) อยู่ที่ 1,500 ล้านบาทต่อปี และช่วยลดต้นทุนค่าเหมาซ่อมประมาณ 160 ล้านบาทต่อปี รวมเป็นเงินประมาณ 230 ล้านบาท จากที่ปัจจุบันได้จ่ายค่าเหมาซ่อม 2,885 คัน อยู่ที่ประมาณ 1,600 ล้านบาทต่อปี” ผอ.ขสมก.ระบุ


