‘นกแอร์’ ยันปี’66 ธุรกิจหยุดขาดทุนแน่ ชี้ผู้โดยสารทั้งปี’65 ฟื้น 4 ล้านคน ได้ท่องเที่ยวหนุน
นายวุฒิภูมิ จุฬางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สายการบินนกแอร์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ความคืบหน้าแผนฟื้นฟูธุรกิจตามที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ระบุไว้ มูลค่าหนี้ประมาณ 5,800 ล้านบาท ซึ่งเป็นมูลค่าที่ยังไม่แน่นอน เนื่องจากมีเจ้าหนี้บางส่วนยังไม่สามารถตกลงกับบริษัทได้ ทำให้มูลค่าหนี้ยังมีการเปลี่ยนแปลงได้ แต่ที่ผ่านมาบริษัทได้ดำเนินการชำระหนี้ไปบางส่วนแล้ว และชำระแบบตรงตามเวลา จึงคาดว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร
นายวุฒิภูมิกล่าวว่า ในแผนฟื้นฟูที่วางไว้ในปี 2565 สายการบินจะต้องกู้ยืมเงินเพิ่มอีก 300 ล้านบาท แต่ในปัจจุบันสภาพคล่องของสายการบินยังสามารถดำเนินธุรกิจได้ จึงยังไม่มีการกู้เงินตามแผนที่วางไว้ ในส่วนของปี 2566 ตามแผนจะต้องเพิ่มทุน หรือกู้เงินอีก 600 ล้านบาท เพื่อนำเข้าเครื่องบินโบอิ้ง B737-800 เพิ่มจำนวน 6 ลำ ตามแผนขยายฝูงบินและเส้นทางบิน ซึ่งเงินทุน 600 ล้านบาทในปี 2566 จะใช้ทั้งส่วนการนำเข้าเครื่องบิน งานซ่อมบำรุง และการเพิ่มสภาพคล่องเพื่อดำเนินธุรกิจต่อไป มั่นใจว่าภายใน 5 ปี จะสามารถออกจากแผนฟื้นฟูได้ เนื่องจากการออกจากแผนฟื้นฟูคือการชำระหนี้ตรงตามเวลาและชำระหนี้ครบ ซึ่งขณะนี้ตัวหนี้ก้อนใหญ่ที่เป็นของผู้ถือหุ้น มูลค่า 2,700 ล้านบาท บริษัทจะชำระทั้งหมดก่อนออกจากแผนฟื้นฟูตามที่วางแผนไว้
“คาดว่าในปีนี้จะไม่มีการกู้เงินเพิ่มแล้ว เพราะขณะนี้สภาพคล่องของธุรกิจยังมีอยู่ เนื่องจากรัฐบาลช่วยเรื่องลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องบินไอพ่นสำหรับอากาศยานภายในประเทศ จากเดิมอัตราลิตรละ 4.726 บาท เป็นลิตรละ 0.20 บาท ออกไปอีก 6 เดือน (ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม-31 ธันวาคม 2565) เพื่อช่วยลดต้นทุนในการประกอบธุรกิจ จึงเป็นส่วนช่วยด้านสภาพคล่องได้สูงมาก รวมถึงหากปีนี้ไม่ได้กู้เงินเพิ่มที่ 300 ล้านบาท ตามที่วางแผนไว้ ก็ไม่ได้นำส่วนนี้ไปทบเพิ่มในปี 2566 หรือกู้เพิ่ม ทำให้ปีหน้ายังวางแผนกู้ที่ 600 ล้านบาทเท่าเดิม รวมถึงประเมินว่าปีหน้าจะเป็นปีที่เราหยุดเลือดไหล หรือหยุดขาดทุนแล้ว” นายวุฒิภูมิกล่าว
นายวุฒิภูมิกล่าวต่อว่า แผนฟื้นฟูที่วางกรอบเวลาไว้ 5 ปี ตอนนี้ไม่ได้เที่ยงตรงตามแผนนั้น เพราะเดิมไม่คาดว่าการระบาดโควิด-19 จะมีหลายระลอกมาเรื่อยๆ แบบนี้ รวมถึงการเปิดประเทศของแต่ละประเทศก็เปลี่ยนแปลงไป จึงไม่เป็นไปตามแผน โดยเฉพาะรายได้ของธุรกิจ แต่ในปัจจุบันบริษัทมีรายได้ฟื้นตัวกลับมากว่า 50% แล้ว เทียบกับปี 2562 ช่วงก่อนเกิดการระบาดโควิด-19 รวมถึงเราก็เตรียมเพิ่มความถี่ในการบินมากขึ้นอย่างต่อเนื่องด้วย โดยเส้นทางการบินในประเทศ ขณะนี้เส้นทางที่สายการบินนกแอร์ทำการบินอยู่ ได้ทำการบินตามปกติแล้ว รวมถึงเพิ่มเส้นทางการบินใหม่ด้วย อาทิ กรุงเทพฯ-เบตง, กรุงเทพฯ-แม่ฮ่องสอน, เชียงใหม่-โคราช, สุวรรณภูมิ-เชียงใหม่ ส่วนแผนการบินต่างประเทศ อยู่ระหว่างการศึกษาในหลายประเทศ และมีบางประเทศที่สามารถบินตรงได้แน่นอน อาทิ เชียงใหม่ถึงเวียดนาม ไต้หวัน สิงคโปร์
นายวุฒิภูมิกล่าวว่า ในปี 2565 ตั้งเป้าผู้โดยสารกลับมาที่ 4 ล้านคน เทียบกับปี 2562 อยู่ที่ 8.5 ล้านคน ส่วนความถี่ในการบินอยู่ที่ 80-100 ไฟลต์ต่อวัน เทียบกับปี 2562 อยู่ที่ 140-160 ไฟลต์ต่อวัน สาเหตุที่แกว่งมาก เพราะการมีวันหยุดยาวดัน จึงเพิ่งดันจำนวนเที่ยวบินมากขึ้น โดยประเมินว่ากว่าธุรกิจสายการบินจะฟื้นกลับมาเทียบเท่าปี 2562 ก่อนเกิดการระบาดโควิด คงเป็นช่วงปลายปี 2566 นอกจากนี้ ธุรกิจการบินมีปัจจัยบวกในเรื่องการสนับสนุนภาคการท่องเที่ยวของรัฐบาล อาทิ โครงการเราเที่ยวด้วยกัน ขณะที่ปัจจัยลบเป็นเรื่องราคาน้ำมันแพง ค่าเงินบาทอ่อน การเมืองในประเทศ ราคาตั๋วยังกลับมาสูงไม่ได้ ซึ่งกระทบกับต้นทุนของธุรกิจ

